วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

“เกลือแร่” เลือกให้ดี ดื่มให้เป็น

เรื่องโดย : พัชรี  บอนคำ team content www.thaihealth.or.th
“เกลือแร่” เลือกให้ดี ดื่มให้เป็น  thaihealth
แฟ้มภาพ
หน้าร้อนมาเยือนอย่างเต็มตัว แทบจะไม่อยากกระดิกตัวออกไปไหน เพราะแค่เดินออกไปรับไอแดดตรงประตูตอนเที่ยงวัน หรือออกกำลังกายเบาๆ เหงื่อก็ไหลออกมาเป็นทาง รวมไปถึงหน้าร้อนเมื่อไรการเลือกกินอาการยิ่งต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เนื่องจากฤดูร้อนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ส่งผลให้อาหารเกิดการบูดเน่าเสียได้ง่าย เช่น โรคบิด โรคท้องร่วง และอหิวาตกโรค
            สิ่งหนึ่งถ้าหากเราเพิ่งออกกำลังกายมา หรือเกิดท้องเสีย “เกลือแร่” ถือเป็นตัวช่วยอันดับต้นๆ ที่เราจะเลือกหามากินทดแทนเหงือหรือน้ำที่เสียไปจากร่างกาย แต่เราทราบหรือไม่ว่าเกลือแร่ ที่ดื่มตอนออกกำลังกาย กับดื่มตอนท้องเสียนั้นมีความแตกต่างกัน
            โดยทั่วไปเกลือแร่ในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภท คือ เกลือแร่สำหรับคนที่ท้องเสีย (Oral Rehydration Salt ย่อว่า ORS) กับเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย (Oral Rehydration Therapy ย่อว่า ORT)
“เกลือแร่” เลือกให้ดี ดื่มให้เป็น  thaihealth
            เกลือแร่สำหรับคนที่ท้องเสีย จะเป็นชนิดผงน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส (Oral Rehydration Salt ย่อว่า ORS) การเสียน้ำจากอาการท้องเสีย เป็นภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ในทันที เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจึงต้องการน้ำและเกลือแร่มาทดแทน ซึ่งแตกต่างจากการเสียน้ำหรือเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย ที่ร่างกายจะเสียน้ำและน้ำตาลเป็นหลัก โดยจะเสียเกลือแร่ในปริมาณที่น้อยมาก
นายศิรพัชร ตระกูลพัฒนกร หรือ โค้ชเบส นักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากเครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. ได้ให้ความรู้ในการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกายว่า  “หากจะดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกาย อาจต้องดูจากปริมาณเหงื่อที่สูญเสียไป อุณหภูมิ และจำนวนเวลาที่ออกกำลังกาย เพราะต้องดูก่อนว่าตนเองออกกำลังกายหนักขนาดไหน ดูปริมาณเหงื่อ ถ้าเหงื่อออกมาก เราถึงจะเลือกเครื่องดื่มเกลือแร่ทดแทน เช่น คนที่วิ่งมาราธอน, เล่นคาดิโอ้ 45 นาที เป็นต้น แต่ต้องดูปริมาน้ำตาล ในเครื่องดื่มเกลือแร่แต่ละยี่ห้อด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตออกมาเพื่อความอร่อยทำให้มีรสหวาน และถ้าเราออกกำลังกายไม่ถึง หมายความว่า ร่างกายยังไม่ได้เสียน้ำและน้ำตาลออกมาจนเกินไป แล้วไปกินเกลือแร่ ยิ่งจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากขึ้น จนส่งผลให้เกิดความอ้วน จึงขอแนะนำให้เลือกดื่มน้ำเปล่า เพราะการดื่มน้ำเปล่าก็สามารถทดแทนได้เช่นกัน”
“เกลือแร่” เลือกให้ดี ดื่มให้เป็น  thaihealth
จากความแตกต่างดังกล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าถ้าเป็นเกลือแร่สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย ปริมาณเกลือแร่หรือปริมาณโซเดียมจะสูงกว่า ส่วนเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย จะมีปริมาณน้ำตาลจะสูงกว่า
หากเกิดอาการท้องเสีย แต่ไปจิบน้ำเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกายจะยิ่งเป็นการกระตุ้นทำให้เกิดอาการท้องเสียได้มากขึ้น เนื่องจากเครื่องดื่มชนิดนี้จะมีปริมาณน้ำตาลและเกลือแร่บางชนิดที่สูงกว่า ทำให้ร่างกายดึงน้ำเข้ามาในทางเดินอาหาร ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้นกระตุ้นการถ่ายเหลวมากขึ้น
ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกใช้เกลือแร่ ควรพิจารณาให้ดีก่อนว่าเกลือแร่นั้นเป็นเกลือแร่สำหรับผู้ที่ท้องเสีย หรือเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย เพราะถ้าเลือกกินไม่ถูก มีอาการท้องเสีย แต่ไปดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลัง นอกจากไม่หาย อาการอาจทรุดกว่าเดิมอีกด้วย
ทางที่ดีทุกคนควรออกกำลังกายให้เหมาะสม ในสภาพอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป และที่สำคัญอย่าลืมยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่าย ๆ ที่ สสส. เคยบอกไว้ว่า “กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ” ด้วยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

“ไวรัสตับอักเสบบี” รู้ก่อนปลอดภัย

เรื่องโดย : นายฉัตร์ชัย นกดี team content  www.thaihealth.or.th
ขอบคุณข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ
“ไวรัสตับอักเสบบี” รู้ก่อนปลอดภัย thaihealth
แฟ้มภาพ
 “โรคไวรัสตับอักเสบบี” หลายคนคงจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง ยิ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลชวนน่าตกใจว่า คนไทยติดเชื้อมากถึง 4 ล้านคน แล้วโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและมีอันตรายหรือไม่ วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส.มีคำตอบมาฝากกัน 
โรคตับอักเสบบีคืออะไร
ไวรัสตับอักเสบบี คือ โรคตับอักเสบชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดบี แต่ถ้าหากเกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่น ๆ เช่น ไวรัสชนิดเอ ไวรัสชนิดซี ก็จะเรียกชื่อต่างๆ กันไป แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ไวรัสตับอักเสบบี เป็นตัวที่อันตรายและรุนแรงมากที่สุด เพราะเชื้อไวรัสจะซ่อนตัวอยู่ในคน ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งตับ
“ไวรัสตับอักเสบบี” รู้ก่อนปลอดภัย thaihealth
การติดต่อของโรค
เชื้อไวรัสตับอักเสบบีนี้จะพบในเลือดมากที่สุด รองลงมาพบในน้ำลาย น้ำตา น้ำอสุจิ น้ำเมือกในช่องคลอด น้ำดีและน้ำนมของผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ
 การติดต่อของโรคนี้มี 4 ทาง คือ 
1. ติดต่อทางเลือด โดยได้รับเชื้อจากการได้รับเลือดจากผู้ที่เป็นโรคนี้ แต่ปัจจุบันเราพบการติดต่อทางนี้น้อยลง เพราะมีการตรวจเลือดก่อนที่จะนำมาให้คนไข้
2. ติดต่อทางน้ำลาย การรับประทานอาหารร่วมกับคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสจะติดต่อกันได้ง่าย เพราะการรับประทานอาหารของคนไทยมักจะลืมใช้ช้อนกลาง ทำให้มีโอกาสติดโรคนี้ได้ง่าย
3. ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคไวรัสตับอักเสบบี จึงจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่งเช่นเดียวกับโรคเอดส์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคนี้ จึงมีโอกาสติดโรคไปด้วย
“ไวรัสตับอักเสบบี” รู้ก่อนปลอดภัย thaihealth
4. ติดต่อจากแม่สู่ลูก การติดต่อนี้จะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้ในระหว่างคลอด จึงควรมีการตรวจเลือดมารดาในตอนที่ฝากครรภ์ ถ้าพบว่ามารดามีเชื้อโรคนี้อยู่ ควรฉีดวัคซีนตั้งแต่แรกเกิด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้
อาการของโรค
ผู้ป่วยโรคตับอักเสบจะมีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดบริเวณชายโครงขวา ซึ่งโรคนี้รักษาไม่หายขาด แต่สามารถกินยาควบคุมเชื้อไวรัส และสิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือผู้ป่วยมักจะเป็นพาหะนำโรคแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้ โดยไม่มีอาการป่วยแสดงออกมา
โรคนี้มีอันตรายขนาดไหน
โรคไวรัสตับอักเสบบี เมื่อเป็นการอักเสบเฉียบพลัน มักไม่รุนแรง แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้สูงอายุหรือเด็ก โรคอาจรุนแรง เซลล์ตับอาจถูกทำลายมากจนเกิดตับวายเฉียบพลัน และเสียชีวิตได้ แต่ในโรคอักเสบเรื้อรังจัดเป็นโรครุนแรง เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ ซึ่งมีความรุนแรงสูง
มียารักษาหรือไม่
ปัจจุบันโรคไวรัสตับอักเสบบี มียารักษาที่ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดความเสี่ยงที่จะกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคตได้ แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
“ไวรัสตับอักเสบบี” รู้ก่อนปลอดภัย thaihealth
วิธีการป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีคำแนะนำ ข้อควรปฏิบัติและการป้องกันจาก “นายแพทย์เจษฏา โชคดำรงสุข” อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดังนี้
1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับต่างเพศหรือรักร่วมเพศ ช่วยให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด
2. ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
3. ไม่สัก ฝังเข็ม หรือเจาะ โดยใช้เข็มหรือหมึกร่วมกัน
3. ไม่ใช้แปรงสีฟันและใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกนหนวด มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ
4. ยึดหลัก กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำต้มสุก รับประทานอาหารปรุงสุกด้วยความร้อน โดยเชื้อไวรัสตับอักเสบจะตายที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส
5. ขับถ่ายอุจจาระลงส้วม ไม่ถ่ายอุจจาระลงน้ำ ไม่แพร่กระจายเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อม
  “ไวรัสตับอักเสบบี” รู้ก่อนปลอดภัย thaihealth “ไวรัสตับอักเสบบี” รู้ก่อนปลอดภัย thaihealth “ไวรัสตับอักเสบบี” รู้ก่อนปลอดภัย thaihealth
6. ฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง และควรฉีดเมื่ออายุยังน้อยๆ เพื่อป้องกันก่อนได้รับเชื้อ โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด
7. งดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะสารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์ จะไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง
คำแนะนำเหล่านี้หากปฏิบัติได้ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค ที่สำคัญต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ โดยสามารถใช้เทคนิคง่ายๆ จาก สสส.แค่แกว่งแขนวันละ 30 นาที ลดพุงลดโรค เพียงเท่านี้ไวรัสตับอักเสบบี ก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไป

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ
ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน thaihealth
ฤดูร้อนแบบนี้ แทบไม่อยากมีใครอยากออกกำลังกายช่วงนี้เลยจริงๆ แต่ด้วยตารางฝึกซ้อมหรือความมุ่งมั่นตั้งใจ แม้ว่าสภาพอากาศจะอบอ้าว และร้อนพุ่งถึง 40 กว่าองศา ก็ไม่อาจทำลายความตั้งใจนักกีฬาได้เลย
แม้ความมุ่งมั่นตั้งใจในการออกกำลังกายมาเป็นอันดับแรก แต่สิ่งหนึ่งของการออกกำลังกายที่สำคัญในช่วงฤดูร้อนแบบนี้คือ “น้ำ” อย่าปล่อยให้ร่างกายเกิดภาวะที่สูญเสียน้ำและเกลือแร่บางชนิด (Dehydration) ถ้าเราได้รับน้ำทดแทนไม่ทันเวลา จะทำให้เกิดอันตรายกับร่างกาย เช่น หน้ามืด เป็นลม เกิดภาวะลมแดด ชัก ความดันต่ำ ไตวาย และอาจถึงขั้นเสียชีวิต
เห็นไหมละคะว่าน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับคนออกกำลังกาย ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าดื่มน้ำอะไรดีหลังจากการออกำลังกายที่เสียเหงื่อท่ามกลางอากาศร้อน
ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน thaihealth
นายศิรพัชร ตระกูลพัฒนกร หรือ โค้ชเบส นักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากเครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. ให้คำแนะนำไว้ว่า ในช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้นักกีฬา หรือคนออกกำลังกายทุกคน ควรต้องจิบน้ำ ระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ โดยจิบน้ำทุกๆ 15 นาที และเมื่อหลังออกกำลังกายเสร็จแล้วเครื่องดื่มที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาแนะนำ คือ
1) น้ำเปล่า  ซึ่งเป็นน้ำที่สำคัญที่สุดในระหว่าง และหลังการออกกำลังกายทุกชนิด เมื่อร่างกายสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วนั้น ควรดื่มน้ำเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวประมาณ 450-590 ซีซี. และควรดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดไม่ต่ำกว่าวันละ  8 แก้ว หรือประมาณ 3 ลิตรต่อวัน แต่ถ้าในอากาศร้อนเช่นนี้ ร่างกายอาจต้องการน้ำถึงประมาณ 4 ลิตรต่อวัน เพื่อทดแทนเหงื่อที่ร่างกายขับออกมาระหว่างวันและระหว่างการออกกำลังกาย
2) เกลือแร่ แน่นอนว่าหลังจากที่ร่างกายเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วนั้น สิ่งที่เสียไปกับเหงื่อด้วยคือ เกลือแร่ต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ โปแตสเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งการสูญเสียเกลือแร่นี้มีผลต่อสมรรถภาพทางกายของนักกีฬา ทั้งนี้การเลือกดื่มเกลือแร่ที่ปัจจุบันมีหลากหลายชนิด ให้เลือกดื่มโดยดูปริมาณของน้ำตาลที่ไม่สูงเกินไป และเมื่อหลังออกกำลังกายอย่างหนักเสร็จแล้ว ก็สามารถดื่มเกลือแร่ชดเชยได้ในปริมาณ 1 ขวด
ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน thaihealth
3) น้ำมะพร้าว นับเป็นน้ำผลไม้ยอดฮิตของนักกีฬาเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะทำให้นักกีฬาสดชื่นแล้ว ยังให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและให้ร่างกายดูดซึมน้ำไปใช้ได้ดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แต่ทั้งนี้ควรเลือกน้ำมะพร้าวจากธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านการเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มรสหวานจะดีที่สุด
4) น้ำผลไม้สด หลังออกกำลังกายเสร็จแล้วโดยเฉพาะสาวๆ ชอบดื่มน้ำผลไม้สด ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้ม น้ำมะนาว ฯลฯ โค้ชเบสแนะนำว่า เลือกดื่มได้แต่ต้องดูปริมาณน้ำตาลด้วย ผลไม้บางชนิดมีรสหวานโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่บางร้านยังเติมน้ำเชื่อมไปผสม นอกจากสารอาหารในผลไม้ลดลงแล้วนั้น ยังทำให้ร่างกายสะสมน้ำตาลจนกลายเป็นความอ้วนได้อีกด้วย
ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน thaihealth
น้ำมีความจำเป็นกับร่างกาย ในทุกๆ วันควรดื่มน้ำให้ได้มากกว่า 3 ลิตร และถ้าหากออกกำลังกาย ร่างกายสูญเสียเหงื่อและเกลือแร่ไปแล้วนั้น ยิ่งต้องดื่มน้ำทดแทนให้ร่างกายเกิดความสมดุล และไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแบบไหนก็ควรดูเรื่องของน้ำตาลหรือน้ำหวานที่ผสมเข้าไปเป็นหลักด้วย แทนที่ร่างกายจะสุขภาพดีจากการออกกำลังกาย กลายเป็นว่าต้องมาควบคุมความอ้วนที่เกิดจากความหวานของเครื่องดื่มอีกด้วยค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค

ในสถานการณ์ความร้อนระอุของประเทศไทยที่พุ่งสูงช่วงนี้ หลายคนมองหาวิธีดับร้อนและหนึ่งวิธีที่เลือกใช้ก็คือ น้ำอัดลม หรือน้ำหวานชนิดต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ถ้าดื่มประจำจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยน้ำตาลเป็นอาหารที่ให้แต่พลังงานว่างเปล่า คือให้พลังงานแต่ไม่ให้สารอาหารอื่นๆ เลย

หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค thaihealth

ทำไมหน้าร้อนเราจึงหิวน้ำบ่อย
เพราะ น้ำ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเลือด น้ำย่อย ปกติร่างกายเราจะสูญเสียน้ำประมาณ 10 ถ้วย หรือ2.5 ลิตรทางเหงื่อ ลมหายใจและการขับถ่าย นอกจากน้ำแล้วร่างกายยังเสียเกลือแร่อีกด้วย โดยในฤดูร้อนการสูญเสียน้ำทางเหงื่อจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายต้องการน้ำเพื่อทดแทนสิ่งที่เสียไปมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเครื่องดื่มที่ดีและเหมาะสมกับร่างกาย คือ น้ำเปล่า เพราะในน้ำเปล่า มีส่วนช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว ช่วยให้ระบบย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ไตแข็งแรง โดย 1 วันควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค thaihealth
มีการสำรวจพบว่า คนไทยรับประทานน้ำตาลสูงมากเฉลี่ยถึงปีละ 30 กิโลกรัมต่อคน หรือวันละ 20 ช้อนชา ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำกว่า 3 เท่าตัว ทำให้เกิดปัญหาโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น ในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปพบถึง 1 ใน 10 หรือ 5.5 ล้านคน ทำให้ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลนั้น อยู่ที่การบริโภคไม่เกิน 37.5 กรัมต่อวันหรือ 9 ช้อนชาในเพศชาย และไม่เกิน25 กรัม หรือ 6 ช้อนชาในเพศหญิง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้พลังงานในแต่ละวันด้วย ขณะที่คนไทยมี ค่าเฉลี่ยมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 20 ช้อนชาต่อวัน หรือเกือบ 80-100 กรัม
รู้จักกับ 4 เรื่องที่น่ากลัวของเครื่องดื่มหวานซ่า
1.น้ำหวานที่นำมาอัดลม หรือน้ำหวานทั่วไปในท้องตลาด มีส่วนผสมของสีและรสชาติเทียมที่มาจากสารเคมี เมื่อบริโภคต่อเนื่องจะสามารถทำให้ก่อพิษในร่างกายได้
2.คาเฟอีนในน้ำอัดลม เป็นสารกระตุ้นประสาททำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว และลดความง่วงลง โดยออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้จังหวะและอัตราการเต้นของหัวอาจผิดปกติได้
หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค thaihealth
3.น้ำอัดลมทุกสูตรล้วนแต่ผสมน้ำตาลในปริมาณสูงตั้งแต่ 8-14 ช้อนชา การบริโภคน้ำอัดลมเพียงวันละ 1 กระป๋องจึงทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลเกินปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ
4.น้ำอัดลม มีส่วนผสมของกรดฟอสฟอริก เป็นกรดที่ทำให้เกิดความซ่าอีกชนิดนึง ไม่น่าเชื่อว่ากรดนี้เป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในผงซักฟอก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมโลหะด้วย ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมาก มากขนาดที่สามารถละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน เท่านั้นยังไม่พอยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและฟัน เพราะฉะนั้นกินเยอะๆ กระดูกของเราพรุนแน่ๆ
ล่าสุดประเทศไทยได้มีการนำเสนอให้จัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานที่กำหนด โดยเสนอให้จัดเก็บภาษี 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาลคือ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัม ถึง 100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ของราคาขายปลีก และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม ถึง 100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 25% ของราคาขายปลีก แน่นอนว่าจุดประสงค์ของการขึ้นภาษี คงมองได้หลายแง่ ในด้านหนึ่งก็เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานลง ก็อาจจะเป็นส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ นอกจากเรื่องของการขึ้นภาษี ก็ยังมีการเสนอให้กระทรวงมหาดไทยควบคุมการทำการตลาดแบบเสี่ยงโชคของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อควบคุมการกระตุ้นการบริโภคควบคู่ไปด้วย
ประเทศอังกฤษ ็หนึ่งในตัวอย่างการดำเนินงานเรื่องภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่ม
หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค thaihealthอังกฤษได้ดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมความอ้วนของเด็ก ด้วยการเก็บภาษีบริษัทที่ขายน้ำหวานอัดลมและลงทุนในโครงการที่ส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกาย รวมถึงเรียกร้องบริษัทผู้ผลิตอาหาร และเครื่องดื่มให้รีบดำเนินการลดน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเด็กอายุระหว่าง 2 - 15 ปีในอังกฤษ เกือบ 1 ใน 3  เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน
โดยแผนการของอังกฤษจะจัดเก็บภาษีต่อเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเกิน 5 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งการจัดเก็บภาษีน้ำอัดลมทำให้อังกฤษได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่เก็บภาษีน้ำอัดลมร่วมกับ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส  ฮังการี และเม็กซิโก ที่กำหนดการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีการเก็บภาษีน้ำอัดลมมาเป็นเวลาหลายปี
ที่มาลิงค์

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

น้ำมะละกอสุก : ลดกรดในกระเพาะอาหาร

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
น้ำมะละกอสุก : ลดกรดในกระเพาะอาหาร thaihealth
แฟ้มภาพ
มะละกอ นอกจากกินเป็นผลไม้ได้อร่อยแล้ว ผลสุกยังนำไปทำเป็นน้ำมะละกอเพื่อสุขภาพได้อีกด้วย น้ำมะละกอสุก ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยการทำงานของลำไส้ ทำความสะอาดไต ช่วยป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ และยังเป็นยาระบายอ่อนๆ กระตุ้นระบบขับถ่าย ทั้งนี้เมืองไทยของเราปลูกมะละกอได้ผลตลอดปี เรามาทำน้ำมะละกอสดดื่มกันเองดีกว่า
วิธีทำ เลือกมะละกอที่สุกกำลังดี เนื้อไม่แข็ง หรือเละจนเกินไป เนื้อเนียน รสหวาน นำมะละกอสุกหั่นเอาแต่เนื้อครึ่งถ้วย น้ำเย็นจัด 1 ถ้วย ผงอบเชย 1/8 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมะนาว 2 ช้อนชา ปั่นมะละกอกับน้ำเย็นจัด เกลือ น้ำมะนาวเข้าด้วยกัน รินใส่แก้ว โรยด้วยผงอบเชย ดื่มเย็นๆ ทันที

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กินให้ดี ไม่มีท้องผูก

ที่มา : 40plus.posttoday
จริงอยู่ว่าท้องผูกไม่ถึงกับตาย แต่ทำให้รู้สึกไม่สุขสบายและส่งผลต่ออารมณ์และไลฟ์สไตล์ของชาวเรา

กินให้ดี ไม่มีท้องผูก thaihealth

อาการท้องผูก (Constipation) สามารถเกิดขึ้นได้กับเพศและทุกวัย ข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การเกิดท้องผูกในคนไทยพบได้ 3 - 20% และพบเพิ่มขึ้นเป็น 20 - 25% ในผู้สูงอายุ จริงอยู่ว่า ท้องผูกเป็นเพียงอาการไม่ใช่โรค และท้องผูกไม่ได้เป็นสาเหตุให้ถึงกับเสียชีวิตโดยตรง แต่อาการที่เหมือนจะเล็กน้อยนี้ก็ทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
ท้องผูกสามารถป้องกันและจัดการได้ หากเรารู้วิธีการดูแลสุขภาพ ก่อนอื่นต้องรู้สาเหตุของท้องผูกในผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจัยข้อใหญ่ลำดับแรกคือการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารน้อย และดื่มน้ำน้อยกว่าวันละ 1.5 ลิตร เพราะการที่ร่างกายได้รับน้ำน้อยทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายลำบาก บวกกับนิสัยการชอบกลั้นอุจจาระหรือไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุกวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหารเช้า จึงมีการสะสมอุจจาระในลำไส้มากขึ้นและเกิดภาวะท้องผูกในที่สุด
แต่เมื่อเกิดภาวะท้องผูกแล้วก็ต้องดูแล ควรรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ประเภทผัก ผลไม้ พืชตระกูลถั่ว และธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวสาลี เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย โดยเพิ่มเข้ามาในมื้อที่เคยรับประทานเป็นประจำ หรือรับประทานเป็นอาหารว่าง อย่างใดอย่างหนึ่งต่อ 1 มื้อ เช่น ส้มเขียวหวาน กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะม่วงสุก แอปเปิ้ล อย่างละ 1 ผล /มะละกอสุก 6 - 7 ชิ้น/ เงาะ มังคุด อย่างละ 3 - 5 ผล หรือชมพู่ 4 ชิ้น เป็นต้น
ทั้งนี้ การเลือกชนิดของผลไม้จะต้องพิจารณาแล้วว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอื่นๆ เช่น ไม่มีปัญหาโรคไต ไม่มีโรคระบบทางเดินอาหารเดิม ดังนั้น ก่อนจะเพิ่มอาหารเสริมเหล่านี้ในผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความเหมาะสม
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อท้องผูก คือ ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารรสจัด เผ็ดจัด เค็มจัด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ สุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม เป็นต้น
ส่วนการดื่มน้ำเปล่า แนะนำให้ดื่มหลังตื่นนอนทันที หรือก่อนอาหารเช้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จิบน้ำเป็นระยะหรือดื่มน้ำทันทีเมื่อรู้สึกกระหาย รวมทั้งดื่มน้ำ-เครื่องดื่มที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย เช่น น้ำมะขามเติมน้ำผึ้งแท้วันละ 1 - 2 แก้ว นมเปรี้ยว น้ำว่านหางจระเข้ เครื่องดื่มเหล่านี้ล้วนมีสรรพคุณในทางกระตุ้นการขับถ่ายอุจจาระได้คล่องช่วยแก้ไขปัญหาท้องผูกได้

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 ผลไม้ที่ช่วยขับล้างของเสีย

ที่มา : 40plus.posttoday
สำหรับผลไม้บางชนิดนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆ แฝงอยู่มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ดีกับร่างกายและสุขภาพของเรามาก อาหารมีทั้งคุณและโทษ การรับประทานอาหารไม่สมดุลกับควาต้องการของร่างกาย รับประทานไม่ถูกวิธี หรือ อาหารที่รับประทานปนเปื้อนสารพิษ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แพ้อาหาร

5 ผลไม้ที่ช่วยขับล้างของเสีย  thaihealth

ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น สารพิษสะสมยังเป็นตัวการให้เกิดโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง ทางที่ดีควรหันมาใส่ใจดูแลอาหารการกินในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า การกินผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยล้างพิษ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพ ไปดูกันเลยว่า 5 ผลไม้นั้นมีอะไรกันบ้าง ที่ช่วยขับล้างพิษของเสียในร่างกายและยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารของคุณดีขึ้นอีกด้วย
1. แอปเปิ้ล ผลไม้ที่ดีทีสุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเพคตินในแอปเปิ้ลจะช่วยกำจัดสารพิษและป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้บูดเน่า นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งเปรียบเหมือนไม้กวาดช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทำให้ตับและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
2. สับปะรด มีเอนไซม์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหาร ทำให้ของเสียเป็นโปรตีนแตกตัวเร็วขึ้น สับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร และช่วยในการทำงานของต่อมไร้ท่อ
3. องุ่น ผลไม้ลูกเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นสารฟอกล้างให้ผิวหนัง ตับ ไต และลำไส้ นอกจากนี้องุ่นยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และพลังงานจึงช่วยบำรุงเลือด ช่วยซ่อมแซมและสร้างเซลล์ในร่างกาย
4. แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เท่ากับช่วยฟอกล้างร่างกาย อีกทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิต เปลือกของแตงโมอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ และที่เมล็ดยังมีวิตามินมากมาย น้ำคั้นจากเปลือกและเมล็ดแตงโม จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
5. มะละกอ เอนไซม์ปาเปนในกล้ามเนื้อมะละกอมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินกระเพาะอาหาร ดังนั้น มะละกอจึงช่วยให้โปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับสับปะรด อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร การรับประทานมะละกอเป็นประจำยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แค่ 9 วิธีคุณก็เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขได้

แค่ 9 วิธี คุณก็เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขได้ thaihealth
แฟ้มภาพ
ผู้สูงอายุ เป็นวัยที่นอกจากต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินแล้ว เรื่องของสุขภาพจิตก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะวัยนี้เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตหลายอย่าง อารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุอาจเปราะบางเป็นพิเศษ และอาจส่งผลให้สุขภาพจิตย่ำแย่ ซึ่งก็จะพานส่งผลกระทบต่อร่างกาย ไม่ว่าจะมีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหารหรืออ่อนแรง และก่อนที่จะไปรู้จักวิธีสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุข เรามาเรียมรู้ธรรมชาติและความเป็นไปของผู้สูงอายุเพื่อเตรียมความพร้อมกันก่อนค่ะ
ธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ
1.อารมณ์เหงาและว้าเหว่ เพราะคนวัยนี้มีเวลาว่างจากอาชีพการงาน บ้างพลัดพรากจากผู้ที่ใกล้ชิดและเป็นที่รัก นอกจากนี้ยังมีสภาวะทางกายเสื่อม อาทิ สายตาไม่ดี หูไม่ดี การทำกิจกรรมจึงมีข้อจำกัด โดยอารมณ์เหงาในผู้สูงอายุมักมีอารมณ์อื่นๆ ร่วมด้วย และก่อให้เกิดผลกระทบทางไปหลายอย่าง เช่น ซึมเศร้า เบื่ออาหาร หรือเกิดโรคภัยไข้เจ็บ
2.อารมณ์เศร้าจากการพลัดพราก เช่น การสูญเสียคนที่รัก ก็มักจะมีอารมณ์ทางลบต่างๆ ทั้งว้าเหว่ เลื่อนลอยหลงๆ ลืมๆ ซึ่งหากผู้ที่จากไปมีความคิดผูกพันกันอย่างมากแล้ว เขาก็อาจจะตามไปในเวลาไม่ช้า ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
3.อารมณ์โกรธ เมื่อยามที่มีความขัดแย้งกับลูกหลานไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น
4.ขี้น้อยใจ เพราะคิดว่าตนเองไร้ค่าและลูกหลานไม่สนใจ
5.การย้อนคิดถึงความหลัง เช่น นั่งคิดอะไรคนเดียวเงียบๆ บอกเล่าให้เพื่อนฟังหรือมักเดินทางไปยังสถานที่คุ้นเคย เพราะการย้อนอดีตเพื่อดูว่าชีวิตที่ผ่านมาสมหวังหรือไม่ และหากย้อนไปแล้วรู้สึกไม่พึงพอใจก็อาจเกิดความรู้สึกคับแค้น แต่หากผู้สูงอายุย้อนคิดถึงอดีตแล้วเกิดความพอใจ และเพื่อปรับตนให้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงในชีวิตท่านผู้นั้นก็จะสามารถมีความสุขตามวัยได้
6.วิตกกังวล เป็นความรู้สึกกลัวว่าต้องพึ่งลูกหลาน ขาดความมั่นใจ ขาดความสามารถ กลัวภัย หรือกลัวการไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล เป็นเหตุทำให้อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง เบื่ออาหาร หายใจไม่ออกหรือเป็นลมง่าย
7.กลัวถูกทอดทิ้ง เนื่องจากช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง
8.หงุดหงิด เนื่องจากทำอะไรด้วยตนเองได้น้อยลง ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจ จึงกลายเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น แสนงอน
แค่ 9 วิธี คุณก็เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขได้ thaihealth
แต่สิ่งเหล่านั้นสามารถป้องกันได้ถ้าผู้สูงอายุเรียนรู้และรู้จักการปรับตัวยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและในวันนี้เราจะมี 9 วิธีคุณก็เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขได้มาบอกเล่าให้กับทุกคนฟังกันค่ะ
1.ผู้สูงอายุควรรู้จักโอนอ่อนผ่อนตามความเห็นของลูกหลาน คิดเรื่องต่างๆ ด้วยความยืดหยุ่นว่าทำอะไรจึงจะอยู่ร่วมกับครอบครัวและคนอื่นได้อย่างดีที่สุด และเกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด
2.ผู้สูงอายุทำใจตระหนักได้ว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา
3.ผู้สูงอายุควรมองชีวิตตนเองในทางที่ดี ภาคภูมิใจที่สามารถเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้อ่อนวัย
4.เมื่อมีความกังวลต่างๆ เช่น เป็นห่วงลูกหลานจะลำบาก กังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของตน ควรศึกษาพูดคุยกับคุณใกล้ชิดก็ได้ระบายความรู้สึก เป็นต้น
5.พยายามหากิจกรรมฝึกงานอดิเรกที่ทำแล้วรู้สึกเพลิดเพลิน และมีคุณค่าทางจิตใจ เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
6.เข้าสังคมพบปะสังสรรค์กับผู้อื่น เพื่อพูดคุยกันปรับทุกข์
7.ยึดศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ เช่น สวดมนต์ เข้าวัด ทำบุญ ฝึกสมาธิ เป็นต้น
9.หมั่นทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ ไม่เครียด ไม่จู้จี้ หรือหงุดหงิดง่าย
ไม่ใช่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่ต้องปรับตัว ผู้ดูแลผู้สูงอายุเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน และเมื่อทั้งสองฝ่ายปรับตัวเข้าหากันได้ก็จะส่งผลดีก็ให้เกิดความสบายใจผ่อนคลายและมีความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

ควันบุหรี่มือสาม

แม้ตัวเราจะไม่ได้สูบบุหรี่ แต่คงปฏิเสธได้ไม่เต็มปากว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากผู้ที่สูบบุหรี่ เพราะจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ปี พ.ศ. 2558 พบว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ทางอ้อมประมาณ 600,000 คน ซึ่งอันตรายส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบุหรี่มือสาม 
แน่นอนว่าว่า ‘บุหรี่มือหนึ่ง’ คือควันที่ผู้สูบบุหรี่ดูดเข้าไปในร่างกาย ส่วน ‘บุหรี่มือสอง’ ก็คือควันที่ผู้สูบคนนั้นพ่นลมหายใจออกมา รวมถึงควันที่เกิดจากการเผาไหม้บุหรี่ด้วยเช่นกัน  แต่หากพูดถึง ‘บุหรี่มือสาม’ คนส่วนใหญ่อาจยังไม่คุ้นชินและไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรกันแน่ แต่แท้จริงแล้ว บุหรี่มือสาม คือ สารพิษจากควันบุหรี่ที่ตกค้างตามเส้นผม ผิวหนัง เสื้อผ้า ตุ๊กตา พรม โซฟา ผ้าม่าน ที่นอน หรือช่องแอร์ เป็นต้น หรือจะพูดให้เข้าใจได้ง่าย ควันบุหรี่มือสามคือสถานที่ที่มีคนมาสูบบุหรี่และทิ้งร่องรอยของสารพิษตกค้าง อนุภาคละอองไอสารเคมีที่เป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งไว้ให้เรา แม้ควันเหล่านั้นจะจางหายไปในอากาศแล้วก็ตาม
บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth
รู้หรือไม่...อันตรายไม่คาดคิดจากควันบุหรี่?
1. แม้การสูบบุหรี่ 1 มวน จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่สารพิษจากควันบุหรี่จะยังคงตกค้างอบอวนอยู่ในบ้านของคุณอย่างน้อย 6 เดือน แน่นอนว่าเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอย่างเด็กและสตรีมีครรภ์
2. แม้ว่าคุณจะสูบบุหรี่มาหลายสิบชั่วโมงก่อนที่จะเข้าบ้านมาสัมผัส อุ้ม เล่น หรือป้อนอาหารให้ลูกน้อยก็ตาม แต่นั่นอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง
3. หากคุณเป็นคนสูบบุหรี่แล้วลูกน้อยเข้ามาสัมผัสร่างกาย ลูกของคุณก็สามารถรับสารพิษได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางจมูก ผิวหนังก็ตาม หรือแม้กระทั่งลูกสัมผัสตัวคุณในบริเวณที่มีสารพิษสะสมแล้วเอามือมาขยี้ตา ลูกของคุณก็สามารถรับสารพิษผ่านเยื่อบุตาได้
4. สำหรับคุณแม่ที่สูบบุหรี่หรือได้รับการสูดดมเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย สารพิษเหล่านั้นสามารถส่งไปถึงลูกน้อยได้เมื่อยามที่คุณให้นม
5. เด็กและทารกจะสามารถรับฝุ่นที่มีควันบุหรี่มือสามเข้าไปในร่างกายได้เป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่ เพราะเด็กหายใจได้เร็วกว่าและสัมผัสใกล้กับพื้นผิวที่เป็นฝุ่นมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ
บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth
จะเห็นได้ว่าโทษของการสูบบุหรี่เกิดขึ้นได้กับทั้งตัวผู้สูบและผู้ที่ต้องอยู่อาศัย เดินผ่าน หรือสูดเอาอากาศในบริเวณที่เคยมีคนสูบบุหรี่ไว้นานแล้วเข้าไปในร่างกายที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด ที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ซึ่ง สสส. เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ร่วมมือกันทำงานเชิงรุกในการรณรงค์ให้คนในสังคมเห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ รวมถึงจัดกิจกรรมโครงการที่ช่วยลดจำนวนอัตราการสูบบุหรี่และนักสูบหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย โครงการเลิกสูบก็เจอสุข:ปฏิบัติการ ลดพื้นที่สูบ เพิ่มพื้นที่สุข รวมถึงส่งเสริมพื้นที่ปลอดควันบุหรี่ในพื้นที่หลังม่าน อย่างโครงการเรือนจำปลอดควันบุหรี่
บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth
และในวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี ถือเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงขอเป็นหนึ่งช่องทางเผยแพร่ความรู้จากพิษภัยของบุหรี่ ที่เพียงคุณจุด 1 มวน ก็สามารถส่งผลกระทบถึงคนอื่นได้อีกหลายๆ คน และทีมงานจึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านหันมาเลิกสูบบุหรี่ เพื่อผลดีต่อสุขภาพร่างกายของตัวเองและคนรอบข้างที่คุณรักนะคะ ทีมเว็บไซต์ สสส. ขอเป็นหนึ่งกำลังใจในการเลิกสูบบุหรี่ครั้งนี้ของทุกท่าน ขอให้ทุกครอบครัวทำได้สำเร็จในเร็ววันค่ะ
สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเลิกสูบบุหรี่ สามารถสมัครได้ที่ อสม. รพ.สต.ใกล้บ้าน อสส. กทม. และ รพ. ในสังกัดกทม. และ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ หรือ คลิกไปเปลี่ยนชีวิตคุณได้ที่  www.quitforking.com  หรือ ปรึกษาเลิกบุหรี่ โทรฟรี 1600 นะคะ

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อันตรายจากการนอนไม่หลับ

อันตรายจากการนอนไม่หลับ

อันตรายจากการนอนไม่หลับ thaihealth
แฟ้มภาพ
          คนเราเมื่อได้เวลานอน หัวถึงหมอน ภายใน 30 นาที เราจะเข้าสู่ภวังค์ของการนอนหลับ แต่ถ้าใครต้องใช้เวลากว่าจะหลับบนเตียงนอนมากกว่า 30 นาที ขึ้นไป บ่อยครั้ง ถี่ เกินกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ จะถือว่าผิดปกติ เข้าข่ายที่หมอจะวินิจฉัยได้ว่าเป็น โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia
          จากการรวบรวมสถิติโดย รศ.นพ.จักร กฤษณ์ สุขยิ่ง ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า คนไทยมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับถึง 1 ใน 3 โดยผู้สูงอายุจะมีปัญหานี้เพิ่มขึ้น ตามวัยที่มากขึ้น บางคนใช้เวลานานกว่าจะหลับ บางคนตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วไม่สามารถหลับต่ออีกได้ บางคนตื่นเช้าเกินไป ตื่นมาตั้งแต่ ตี 3 ตี 4 แล้วไม่กลับไปนอนต่อ
          คนที่นอนไม่หลับ แล้วหลับไม่พอเหล่านี้ ตื่นขึ้นมาจะไม่สดใส รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วง หมดเรี่ยวแรง ไม่มีพละกำลัง เวลาคิดอะไร มักจะคิดไม่ออก ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ฉุนเฉียว หาเรื่องทะเลาะกับคนรอบข้าง ทำงานผิดพลาดบ่อยๆ ตัดสินปัญหาเฉพาะหน้าไม่เหมาะสม สร้างปัญหาให้กับครอบครัว คนรอบข้าง และ ที่ทำงาน บางคนพอถึงเวลานอน ก็จะกังวลมาก กลัวว่าเข้านอน หัวถึงหมอนแล้วแต่ตาค้าง นอนไม่หลับ อิจฉาคนข้างเคียงว่าหลับสบาย แต่ตัวเองกลับไม่หลับ กลายเป็นโรควิตกจริต ไม่กล้าเข้านอนไปเลยก็มี
          ถ้าโชคดี มีปัญหานอนไม่หลับในระยะเวลาสั้นๆ คือน้อยกว่า 3 เดือน มักจะเกิดจากความตื่นเต้น ความเครียด เช่น เปลี่ยนงาน เครียดเตรียมตัวสอบ เป็นต้น เมื่อสถานการณ์ นั้นๆ ลดความตึงเครียดลง ก็มักจะกลับมานอนได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นมานาน ทางแพทย์ให้มากกว่า 3 เดือน ถือว่าเป็นโรคนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง อาจเกิดจากโรคทางกาย เช่น เป็นหวัดภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ข้ออักเสบ พาร์กินสัน ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดกระดูก ขา กระตุก ภาวะนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เป็นต้น และอาจเกิดจากโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ยิ่งทำให้โรคนอนไม่หลับรุนแรงมากขึ้นไปอีก
          นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ช่วงแรกๆ จะทำให้รู้สึกว่าหลับง่ายขึ้น แต่พอหลับไปกลางดึกสมองกลับตื่นตัวมากขึ้น อาจตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่หลับต่อ การดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน จะไปกระตุ้นสมองทำให้นอนไม่หลับเช่นเดียวกัน
          อีกอย่างคือการกินอาหารจนแน่นท้อง โดยเฉพาะมื้อเย็น หรือมื้อค่ำ ทำให้อึดอัด มีกรดไหลย้อน ยิ่งเป็นอาหารรสจัดด้วย จะทำให้รู้สึกแสบท้อง แล้วนอนไม่หลับ
          โดยทั่วไป ถ้าเรามีอาการเข้าข่ายของโรคนอนไม่หลับ ให้มองรอบๆ ตัวเอง แล้วคิดวิเคราะห์ก่อนว่าสาเหตุของโรคนอนไม่หลับของเรานั้นเกิดจากอะไร ให้แก้ที่สาเหตุที่เกี่ยวข้องก่อน พร้อมกันนี้ให้ปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดี ของการนอนหลับ (Sleep Hygiene) 5 ข้อ ที่สมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รวบรวมไว้ โดยดัดแปลงจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหลับในสหรัฐฯ ดังนี้
1. เข้านอน ตื่นเช้า ให้เป็นเวลา
2. ออกกำลังกายเป็นประจำ ห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
3. ห้องนอนควรมืด เงียบ อุณหภูมิพอเหมาะ และมีการถ่ายเทอากาศได้ดี
4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
5. ไม่ควรดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ หรือใช้อุปกรณ์สื่อสารในห้องนอน
เพียง 5 ข้อแค่นี้ ถ้าทำได้ ท่านจะนอนหลับได้สนิท เพื่อชีวิตเป็นสุขและเพื่อ..สุขภาพที่แข็งแรง

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559


"ไส้กรอก" ตวงขายตามน้ำหนัก เสี่ยงไม่ปลอดภัย

นายอินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันอาหารประเภทไส้กรอกได้รับความนิยมสูง เพราะรับประทานง่าย และราคาไม่แพงนัก อย่างไรก็ตาม มักจะมีคำถามมากมายในเรื่องการรับประทานไส้กรอกว่า มีส่วนผสมอะไรบ้าง รับประทานแล้วปลอดภัยต่อสุขภาพหรือไม่ และควรเลือกรับประทานไส้กรอกชนิดใดจึงจะปลอดภัย
ซึ่งจากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์ไส้กรอกในประเทศไทยพบว่า จุดแรกของการเลือกซื้อไส้กรอกมารับประทาน จะต้องดูจากบรรจุภัณฑ์ว่าได้รับมาตรฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือไม่ ที่สำคัญต้องระมัดระวังไส้กรอกที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด โดยเฉพาะไส้กรอกที่ตวงขายตามน้ำหนัก เพราะไม่มีฉลากบอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ควรเลือกซื้อไส้กรอกที่บรรจุถุง หรือในบรรจุภัณฑ์ที่มีฉลากบอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และการรับรองจาก อย.
นายอินทาวุธกล่าวอีกว่า สำหรับส่วนประกอบของไส้กรอกที่มีข้อกังวลว่า จะส่งผลต่อสุขภาพหรือไม่ อย่างสารไนเตรทและไนไตรท์ ซึ่งจะทำให้ไส้กรอกมีสีชมพู มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะ รวมทั้งยังช่วยป้องกันการเติบโตของจุลินทรีย์ ที่จะสร้างสารโบทูลินัม ทอกซิน หรือที่เรียกกันว่าโบท็อกซ์ ถ้าผู้บริโภครับประทานในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้อวัยวะภายในเกิดอัมพาตชั่วคราวได้
ดังนั้น การเลือกซื้อไส้กรอกผู้บริโภคควรสังเกตจากสีของไส้กรอก โดยเลือกสีที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด ขณะที่บรรจุภัณฑ์ต้องปิดมิดชิด มีเครื่องหมาย อย. วันหมดอายุอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขมีกฎหมายควบคุมการเติมสารกลุ่มไนเตรทและไนไตรท์ในปริมาณเล็กน้อย เพียงพอที่จะป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าว หากเลือกซื้อไส้กรอกที่ได้มาตรฐานก็จะสร้างความมั่นใจได้ว่า ปลอดภัยในการบริโภค
ผู้สื่อข่าวถามว่า เด็กคนที่อยู่ระหว่างลดน้ำหนัก และผู้ป่วยควรบริโภคไส้กรอกหรือไม่ นายอินทาวุธกล่าวว่า ไส้กรอกคือ อาหารโปรตีนชนิดหนึ่ง มีส่วนประกอบ คือ เกลือ ไขมัน ซึ่งเด็กรับประทานได้ แต่หลักการรับประทานอาหารต้องไม่ทานอาหารชนิดเดียวกันซ้ำกันนานเกินไป ส่วนผู้ที่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนัก ต้องพิจารณาจากปริมาณพลังงานจากอาหาร แต่ละอย่างที่รับประทานแต่ละวัน เช่น หากรับประทานไส้กรอกแล้ว ยังรับประทานข้าว หรือแป้งชนิดอื่นๆ เข้าไปอีก ก็อาจน้ำหนักขึ้นได้ ส่วนผู้ป่วยขึ้นอยู่กับป่วยเป็นโรคอะไร และแพทย์ให้จำกัดอาหารชนิดใดเป็นต้น

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

แนะเลือกบริโภค `ไส้กรอก`

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
แนะเลือกบริโภค \\\'ไส้กรอก\\\' ก่อนซื้อ  thaihealth
แฟ้มภาพ
ไส้กรอก เป็นอาหารที่เกิดจากกรรมวิธีการถนอมอาหารที่มีพัฒนาการยาวนานหลายพันปี และปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไส้กรอกมีการพัฒนารูปแบบ รสชาติที่หลากหลายมากขึ้น 
จึงไม่น่าแปลกใจที่ไส้กรอกกลายเป็นอาหารที่ติดติดใจของผู้คนทุกเพศทุกวัยทั่วโลก กระบวนการผลิตไส้กรอกมีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย ผู้ผลิตรายใหญ่มีกระบวนการผลิตไส้กรอกที่ใช้คนเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตน้อยมาก ช่วยป้องกัน การปนเปื้อนที่เกิดจากกระบวนการผลิต รวมถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ที่ช่วยยืดอายุการเก็บไส้กรอกได้ยาวนานขึ้น ลดการใช้สารกันบูด ได้เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันผู้ประกอบการชั้นนำมีกระบวนการผลิตไส้กรอกที่ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับ ได้ตั้งแต่กระบวนการแรกจนถึงมือผู้บริโภค โดยนำเครื่องจักร ทันสมัยมาใช้แทนแรงงานคนตลอดกระบวนการผลิต เพื่อลดการ ปนเปื้อนและการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใส่สารป้องกันการเน่าเสียของอาหาร หรือสารกันบูดใดๆ ที่สำคัญในกระบวนการผลิตจะมีการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (0-12ฐC) ตลอดกระบวนการ จนถึง ขั้นตอนการจัดเก็บ จึงช่วยลดโอกาสการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้อีก ทางหนึ่ง ประกอบกับอายุการเก็บรักษา (shelf life) ของไส้กรอกที่วางขายตามห้างหรือท้องตลาดมีอายุการเก็บสั้น นั่นก็อาจจะเป็นเพราะไม่มีการเติมสารกันบูดลงไปในผลิตภัณฑ์
ด้าน ดร.ศิริมา พ่วงประพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอาหาร ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในกระบวนการผลิตไส้กรอกในปัจจุบัน ยังจำเป็นต้องใช้ สารไนไตรท์ และ ไนเตรต ถือว่ามีประโยชน์และมีความจำเป็น สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เนื่องจากเป็นสารที่ช่วยป้องกันไม่ให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย โดยจะยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic bacteria) ที่ก่อให้เกิดการเน่าบูดของอาหาร โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญอย่าง คลอสทริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) ที่สามารถสร้างสารพิษ (toxin) ที่เป็นพิษต่อระบบประสาท และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ที่สำคัญยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อคลอสทริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens) ซึ่งสร้างสารพิษที่เป็นสาเหตุของอาการอาหารเป็นพิษ (food poisoning) และลำไส้เล็กเกิดการอักเสบเฉียบพลันได้
ดังนั้น การใช้สารไนไตรท์และไนเตรตจึงยังคงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ เพื่อช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกันสารไนไตรท์และไนเตรตยังช่วยรักษาสีของเนื้อสัตว์ให้ดูสดใหม่ สีของเนื้อจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสีชมพูจนกลายเป็นซีดลงแม้ระยะเวลาการเก็บรักษาจะมากขึ้นก็ตาม
ในกระบวนการผลิตนั้นจะมีการใช้สารประกอบกลุ่มไนไตรท์และไนเตรตเติมลงไปเพื่อถนอมอาหารในปริมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด โดยจะใช้โซเดียมไนไตรท์ หรือเกลือไนไตรท์ในผลิตภัณฑ์เนื้อหมักไม่เกิน 125 มิลลิกรัมต่อ น้ำหนักผลิตภัณฑ์ 1 กิโลกรัม ส่วนโซเดียมไนเตรตหรือเกลือไนเตรตใช้ได้ไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักผลิตภัณฑ์ 1 กิโลกรัม ซึ่งไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายผู้บริโภค และทาง อย. ยังมีการสุ่มตรวจสอบ ปริมาณไนไตรท์ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอีกขั้นหนึ่งด้วย กระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้กำหนดให้สารไนไตรท์และไนเตรต เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่สามารถใช้เพื่อเป็นวัตถุกันเสียในการถนอมอาหาร ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน แหนม กุนเชียง เนื้อเค็ม ตามประกาศกระทรวงฉบับที่ 281 พ.ศ. 2547
ที่สำคัญผู้บริโภคควรเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์ไส้กรอก จากผู้ผลิตคุณภาพที่สามารถสอบย้อนกลับได้ เพราะในกระบวนการผลิตของโรงงานมาตรฐานส่วนใหญ่ ผู้ผลิตจะต้องเก็บตัวอย่างสินค้าในแต่ละครั้งของการผลิต (Lot.) ไว้เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับอยู่แล้ว และบนบรรจุภัณฑ์จะต้องระบุสถานที่ผลิต วันผลิต และวันหมดอายุอย่างชัดเจน ควรมีเครื่องหมายรับรอง เช่น อย. หรือ มอก. ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจ รับประทานไส้กรอกที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรรับประทานไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสม และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่ดี และห่างไกลโรค

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม่ล้างแอร์นาน เสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

ที่มา : เว็บไซต์สาธารณะสุข
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค แนะควรล้างแอร์เป็นประจำ เพราะหากได้รับเชื้อสะสมเป็นเวลานานอาจเสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

ไม่ล้างแอร์นาน เสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ thaihealth

แฟ้มภาพ
นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อน หลายคนต้องเปิดแอร์เพื่อคลายความร้อนในเวลากลางวันและกลางคืน อาทิ ที่ทำงาน ที่บ้าน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งอาจแฝงไปด้วยภัยร้าย เพราะในแอร์มีความชื้นทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา ซึ่งหากหายใจเอาฝอยละอองน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2แบบคือ แบบปอดอักเสบรุนแรง มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่าโรคลิเจียนแนร์ และแบบที่มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียกไข้ปอน ตีแอกหรือปอนเตียก
นายแพทย์วชิระ กล่าวต่อว่า แอร์แบบระบบรวม ควรเปิดน้ำทิ้งจากหอหล่อเย็นให้แห้งเมื่อไม่ได้ใช้       ทำความสะอาดขัดถูคราบไคลตะกอน เติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดหอหล่อเย็นอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน ไม่ให้มีตะไคร่เกาะ ทำลายเชื้อโดยใส่คลอรีนให้มีความเข้มข้น 10 ppm  (10 ส่วนในล้านส่วน) เข้าท่อที่ไปหอผึ่งเย็นให้ทั่วถึงทั้งระบบไม่น้อยกว่า 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นรักษาระดับคลอรีนให้ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 0.2 ppm (0.2 ส่วนในล้านส่วน) และแอร์ในห้องพักต้องทำความสะอาด ถาดรองน้ำที่หยดจากท่อคอยส์เย็นทุก 1-2 สัปดาห์ ไม่ให้มีตะไคร่เกาะหรือใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน
ตามมาตรฐานประกาศกรมอนามัย เรื่อง ข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลิจิโอเนลลาในหอผึ่งของอาคารในประเทศไทย และสำหรับแอร์ที่ใช้ตามบ้านเรือนเมื่อเปิดแอร์ควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากมีกลิ่น ในเบื้องต้นควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นไม่หาย ควรเรียกช่างเพื่อทำความสะอาดแบบเต็มระบบ
“ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแอร์ควรทำเป็นประจำ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน หากเป็นแผ่นกรองอากาศควรล้างด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้น้ำฉีดแรงๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่นให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรล้างแอร์แบบเต็มระบบอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เป็นประจำทุกวัน ควรล้างทำความสะอาดประมาณ 6เดือนต่อครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยลดเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คนวัยทำงานระวัง `เสพติดออนไลน์` ทำเครียด

ที่มา : www.matichon.co.th
คนวัยทำงานระวัง \'เสพติดออนไลน์\' ทำเครียด thaihealth
แฟ้มภาพ
จิตแพทย์เตือน ‘โรคเสพติดออนไลน์’ หนึ่งในข้อวินิจฉัยอาการจิตเวช คนวัยทำงาน
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้พบว่าประชากรในวัยทำงานมีปัญหาสุขภาพจิตกันมากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากปัญหาภัยแล้ง ความเครียดจากหนี้สิน และความรัก กันมากขึ้น ซึ่งอาการที่พบอันดับ 1 ได้แก่ วิตกกังวล และซึมเศร้า รองลงมาคือปัญหาติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ นำไปสู่ปัญหาทะเลาะวิวาทในสถานประกอบการ นอกจากนี้ยังพบเทรนด์ใหม่มีการเสพติดการพนันออนไลน์ เสพติดโซเชียลมีเดีย หรือโรคเสพติดพฤติกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียดในการทำงาน แต่หาทางออกไม่ได้เลยใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนเกิดการเสพติด สูญเสียความรับผิดชอบในการทำงาน เสียการรับผิดชอบในครอบครัว เป็นต้น
นพ.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า วิธีการสังเกตว่ามีปัญหาเสพติดสื่อหรือไม่นั้น ดูจากการใช้สื่อออนไลน์ติดต่อกันเป็นเวลานาน 3 ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพัก ซึ่งถือเป็นอาการเริ่มต้น แต่ถ้าจะดูว่ามีเป็นโรคหรือไม่นั้นดูจากการสูญเสียการทำหน้าที่ เช่น ไม่รับผิดชอบต่องาน ไม่ไปทำงาน หรือพ่อ แม่ ไม่ทำหน้าที่ในการดูแลบุตร อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องการเสพติดสื่อออนไลน์ถือเป็นปัญหามาก โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทยมักใช้ไปเพื่อความบันเทิงมากกว่า ทำให้องค์การอนามัยโลกเตรียมที่จะบรรจุเรื่องของการเสพติดสื่อออนไลน์ให้เป็น 1 ในคำวินิจฉัยทางจิตเวช คาดว่าจะประกาศอยู่ในระบบการวินิจฉัยใหม่ที่เป็นเกณฑ์ให้แต่ละประเทศใช้ได้ภายใน 1-2 ปีนี้ และหลังองค์การอนามัยโลกประกาศใช้แล้วกรมสุขภาพจิตก็จะมีการสำรวจปัญหาสุขภาพจิตแรงงานไทยอีกครั้งเพื่อระบุความรุนแรงโรคการเสพติดพฤติกรรม ว่าอยู่ในระดับใด
นพ.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า สุขภาพจิตในสถานประกอบการเป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้กรมสุขภาพจิตร่วมกับสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกันจัดทำโครงการความสุข 8 ประการ สร้างสุขด้วยสติ เน้นการสื่อสารภายในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ที่เริ่มมีปัญหาต้องรู้จัดการแผนชีวิต เช่น ออกกำลังกาย ฝึกการผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ ถ้าเป็นมากก็ต้องได้รับการปรึกษานักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป จะมีคลินิกสุขภาพจิตมีบุคลากรเหล่านี้ทุกแห่ง ส่วนโรงพยาบาลชุมชนก็มีเกือบจะครบทุกแห่งแล้ว.

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

แพทย์แนะวิธีสังเกต`น้ำส้มคั้นแท้`

ที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์
แพทย์แนะวิธีสังเกต\'น้ำส้มคั้นแท้\'  thaihealth
แฟ้มภาพ
แพทย์แนะวิธีสังเกตน้ำส้มคั้นแท้ เมื่อคั้นทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำจะแยกตัวเป็นชั้น ต้องมีเนื้อส้ม กลิ่นเปลือกส้ม กรมวิทย์ฯ เร่งตรวจสอบ หากพบเชื้อโรค เอาผิดเพิ่มข้อหาโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี
กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มวกเหล็ก เข้าจับกุมคู่ผัวเมียชาวเวียดนามสุดแสบ ลักลอบผสมน้ำส้มคั้นปลอมหลอกขายขวดละ 20 บาท ซึ่งทั้งคู่รับสารภาพว่าเป็นคนต่างด้าวจริง เข้ามาอยู่ประเทศไทยนานแล้ว และพาสปอร์ตหมดอายุอีกด้วย และขณะนี้รอผลตรวจจากกรมวิทย์ฯ ซึ่งอาจารย์จากจุฬาฯ ออกมาแนะซื้อที่คั้นสดๆ เห็นกากส้มปนอยู่ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วนั้น
ล่าสุด วันที่ 13 พ.ค. นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว พบชาวเวียดนามเป็นผู้ดำเนินการ 4 คน แบ่งเป็นแห่งละ 2 คน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาจำหน่ายอาหารปิดสนิทโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท พร้อมกันนี้ยังได้นำส่งตัวอย่างน้ำส้มของกลางให้กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบหาการปนเปื้อนของสารอื่นๆด้วย ซึ่งหากมีสิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่กฎหมายห้ามใช้ จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป
เช่นเดียวกับ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในกรณีนี้จะเห็นว่ามีความผิดหลายอย่าง ซึ่งอย. สามารถดำเนินการเอาผิดได้เลย คือ 1. สถานผลิตไม่ได้รับอนุญาต 2.ลักษณะการผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ โทษทั้งจำทั้งปรับ 3.มีการใช้ส่วนประกอบอื่นทำเทียมน้ำส้มคั้น โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับ 5,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 4.หากตรวจพบว่าในน้ำส้มมีเชื้อโรค โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่จะกล่าวโทษได้คือต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์ออกมาก่อน เบื้องต้นอยากให้ประชาชนยึดหลักการซื้ออาหาร เครื่องดื่มจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ รู้จักกันดีกับคนขาย ก็จะทำให้สามารถมั่นใจได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่ รศ.ดร.พรรัตน์ สินชัยพานิช หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในการเลือกซื้อน้ำส้มคั้นสดให้ได้ของจริงต้องเลือกร้านที่มีการคั้นสดๆ แต่บางครั้งพบว่าแม่ค้า พ่อค้าเพียงแค่คั้นผลน้ำส้มโชว์เท่านั้น แต่ตอนบรรจุใส่ขวดจะนำน้ำส้มที่มีการปรุงรสรอไว้ในภาชนะแล้วมาให้ลูกค้าแทน จึงต้องสังเกตให้ดีน้ำส้มคั้นแท้ต้องมีเนื้อส้มและกลิ่นของผิวเปลือกส้ม นอกจากนี้วิธีการสังเกตน้ำส้มคั้นแท้ เมื่อคั้นทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งน้ำจะแยกตัวเป็นชั้น

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เตือนระวัง กินทุเรียนในหน้าร้อน

ที่มา : MGR Online  
เตือนกินทุเรียนหน้าร้อนต้องระวัง thaihealth
แฟ้มภาพ
 
นักโภชนาการเตือนหน้าร้อนระวังการกินทุเรียน ชี้ให้พลังงาน น้ำตาล น้ำมันสูงปรี๊ด
นางกุลพร สุขุมาลตระกูล นักวิชาการโภชนาการชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แม้ทุเรียนจะมีสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร แต่ก็มีพวกกำมะถัน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้เมื่อกินทุเรียนร่างกาย จึงได้รับพลังงานสูง ช่วงอากาศร้อนเช่นนี้ การรับประทานทุเรียนจึงเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง ปัจจุบันมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ มีทุเรียนเป็นจุดขาย
ดังนั้น การกินทุเรียนให้มีสุขภาพดี จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่จะดูแลตนเองด้วย โดยเริ่มที่หากกินทุเรียนครึ่งเม็ดกลาง ร่างกายจะได้รับพลังงานประมาณ 200 กิโลแคลอรี เทียบกับกินข้าวยำปักษ์ใต้ 1 จาน หรือเท่ากับกินก๋วยเตี๋ยวปลาเส้นเล็กน้ำ 1 ชาม หรือเท่ากับข้าวราดแกงส้มผักรวม 1 จาน
นางกุลพร กล่าวว่า กรมอนามัยแนะนำให้ผู้ชายวัยทำงาน ไม่ควรกินน้ำตาลและน้ำมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้หญิงวัยทำงานไม่ควรกินน้ำตาล และน้ำมันเกินวันละ 4 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม หากกินทุเรียนหนึ่งเม็ดกลาง ก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาล 4 ช้อนชา และได้รับน้ำมันถึง 3 ช้อนชาแล้ว จึงไม่เหมาะสมที่ผู้บริโภคจะกินอาหารรสหวาน
สิ่งที่ควรทำ คือ เลือกอาหารที่ใช้วิธีการปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน กะทิ และไม่หวาน ควรลดอาหารกลุ่มข้าว แป้งลง และควรเดินเล่นประมาณ 30 นาที ส่วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้องกินให้น้อยที่สุด ส่วนผู้ป่วยโรคไตต้องห้ามกินเด็ดขาด เพราะทุเรียนจะมีโพแทสเซียมสูง ส่งผลให้ทวีความรุนแรงของไตได้

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

“อ้วนลงพุง” ไม่ใช่สิ่งดี

หลายคนอาจมองว่าเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น การมีรูปร่างท้วมหรือมีพุงซักนิด จะทำให้บุคลิกดีขึ้น ดูภูมิฐานมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือมาดอาเสี่ยนั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วอ้วนลงพุงนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่กลับเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเป็นอันตรายต่อผู้ไว้พุงเป็นอย่างยิ่ง

          คนที่อ้วนลงพุงนั้นเกิดจากการไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก ยิ่งคุณอ้วนเท่าไรแสดงว่าไขมันยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น โดยไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่กระแสเลือด มีผลยับยั้งการออกฤทธิ์ของอินซูลินในร่างกาย ทำให้การเผาผลาญสารอาหารของร่างกายผิดปกติ เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรังที่ร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคมะเร็ง

          อ้วนลงพุงนั้นมองผิวเผินอาจฟังดูไม่น่ากลัวใครๆ ก็เป็น แต่ในความเป็นจริงรอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า ซึ่งโรคเบาหวานนั้นถือว่าอันตรายกว่าโรคเอดส์เสียอีก เพราะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 3.2 ล้านคนต่อปี ขณะที่เชื้อเอชไอวีฆ่าคนไปปีละประมาณ 3 ล้านคน เท่านั้นยังไม่พอการที่อ้วนหรือลงพุงยังทยอยตามมาด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะกล่าวว่า พุงยิ่งใหญ่เท่าไร ยิ่งตายเร็วเท่านั้น

          จากการสำรวจสภาวะสุขภาพของคนไทยพบว่า ตั้งแต่ปี 2534 มีประชากรน้ำหนักเกินอยู่ราวๆ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในปี 2540 ขยับเพิ่มเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2543 ตัวเลขขึ้นมาถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และล่าสุด 34.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2547 และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหากไม่มีการแก้ไข คนไทยเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศคงมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อัมพฤต อัมพาต โรคมะเร็ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

          การจะรู้ว่าตัวเองอ้วนหรืออ้วนลงพุงนั้นทำได้ไม่อยาก สามารถวัดได้เอง ซึ่งการวัดว่าอ้วนหรือไม่นั้นทำได้โดยการวัดดัชนีมวลกาย โดยใช้น้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วย ส่วนสูงที่เป็นเมตร 2 ครั้ง เช่นผู้มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ส่วนสูง 170 ซม. ก็ใช้น้ำหนักซึ่งก็คือ 70 หารด้วยส่วนสูงที่เป็นเมตรซึ่งก็คือ 1.7 เมตร 2 ครั้ง โดยผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ 20.76 กิโลกรัมต่อ ตร.ม. หากดัชนีมวลกายมีค่าตั้งแต่ 23-24.9 ถือว่าน้ำหนักเกิน แต่หากดัชนีมวลกายมีค่าตั้งแต่ 25 ขึ้นไปถือว่าอ้วน

          นอกจากนี้การวัดว่าอ้วนลงพุงหรือไม่นั้นก็สามารถทำได้โดยการวัดรอบพุงบริเวณตำแหน่งขอบบนของกระดูกสะโพก ซึ่งก็ตรงกับตำแหน่งที่เราท้าวสะเอว โดยวัดในขณะที่หายใจออก หากรรอบพุงตั้งแต่ 80 ซม.ขึ้นไปในผู้หญิง หรือตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไปในผู้ชาย ก็ถือว่าอ้วนลงพุง

แล้ววันนี้ท่านตรวจร่างกายท่านเองแล้วหรือยัง ว่าท่านมีรูปร่างผิดปกติหรือไม่?