วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

5 วิธีสร้างนิสัยรักการอ่านในเด็ก

5 วิธีสร้างนิสัยรักการอ่านในเด็ก

1. สร้างบรรยากาศให้อยากอ่านหนังสือ
บรรยากาศที่เงียบสงบ  ร่มรื่น  เย็นสบาย  ไม่ร้อน อากาศถ่ายเทได้ดี จะช่วยสร้างบรรยากาศให้อยากอ่านหนังสือ และเป็นการเรียกสมาธิจากการอ่านได้อย่างดี
2. อ่านหนังสือให้เด็กฟัง
การอ่านหนังสือให้เด็กฟังก่อนนอน และมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือ  จะช่วยกระตุ้นความอยากรู้ของเด็กต่อเนื้อหาในหนังสือมากยิ่งขึ้น
คนที่ชอบอ่านหนังสือในห้องนอน  สะท้อนถึงการชอบนอนอ่านและความเป็นส่วนตัว   สำหรับผู้ที่มีบุตรหลานใช้โอกาสก่อนเข้านอนเล่านิทานให้บุตรหลานฟัง หรือใช้เวลาสำหรับการอ่านหนังสือร่วมกัน โดยนิทานที่อ่านให้บุตรหลานฟัง มีทั้งนิทานพื้นบ้าน นิทานอีสป
หากเป็นหนังสือสำหรับเด็ก จะมีเนื้อหาที่ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์  เกี่ยวกับสุขลักษณะนิสัย และพฤติกรรมของเด็ก  เช่น  หมีน้อยไม่ยอมสระผม  หนูนิดไม่อยากไปโรงเรียน  หนูนิดไม่ชอบทานผัก     ช้างขี้โมโห   ร่างกายของฉัน    และส่วนใหญ่นิทานที่ผู้ปกครองเลือกมาเล่าหรืออ่านให้ฟัง จะเป็นนิทานสำหรับเด็ก เสริมสร้างจินตนาการ  สร้างเสริมลักษณะนิสัย  ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสอดเทรกเนื้อหาสอนใจให้กับเด็กๆ ด้วย  เช่น  กระต่ายกับเต่า  เด็กเลี้ยงแกะ  ลูกหมูสามตัว   สโนวไวท์    และในจำนวนนิทานที่เล่าให้เด็กฟังพบว่ามีนิทานเรื่องพระเวสสันดร  สุวรรณสาม  รามเกียรติ์  ที่เป็นวรรณคดีไทยรวมอยู่ด้วย
3. ส่งเสริมให้เด็กพกหนังสือติดกระเป๋าตลอดเวลา  เพื่อให้เด็กหยิบมาอ่านได้ทันทีเมื่อมีเวลาว่าง
สำหรับเด็กเพิ่งเริ่มอ่านให้เริ่มต้นจากหนังสือภาพที่เนื้อหาสั้น เข้าใจง่าย  มีภาพสวยงาม และเด็กเป็นผู้เลือกด้วยตัวเอง  โดยผู้ปกครองอ่านให้ฟัง สลับกับให้เด็กอ่านให้ผู้ปกครองฟังจนกระทั่งเด็กสามารถอ่านได้ด้วยตนเอง
4. เล่านิทานประกอบกิจกรรม
ผู้ปกครองควรอ่านออกเสียงและให้เด็กอ่านตาม พร้อมทำกิจกรรมในหนังสือ เช่น วาดรูประบายสี    ทำท่าทางประกอบการเล่า    ปิดไฟ ส่องเพดานเล่าประกอบกับเงา
5. พาเด็กไปร้านหนังสือ  และให้โอกาสในการเลือกซื้อหนังสือด้วยตัวเอง    หากมีงานเทศกาลเกี่ยวกับหนังสือก็พาเด็กไปร่วมเพื่อให้เห็นบรรยากาศของการ อ่าน

ที่มา : ไทยคิดส์

นอนหงายดีสำหรับผู้หญิง

นอนหงายดีสำหรับผู้หญิง


         ถ้าเป็นคุณย่าคุณยายสมัยโบราณจะ พร่ำสอนว่า เกิดเป็นหญิงนั้นต้องรู้จักท่านั่งท่านอนให้เป็นกุลสตรี โดยเฉพาะท่านอนหงาย นั้น "ห้าม" เด็ดขาดเพราะไม่งาม แต่มาวันนี้นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาออกมาแนะนำว่า
ผู้หญิงควรจะนอนหงายหรือให้แผ่นหลังราบไปกับที่นอนดีที่สุด เพราะการนอนตะแคงจะทำให้หน้าอกของสาวๆ หย่อนคล้อยเสียรูปได้ ในขณะที่นอนคว่ำก็จะมีผลต่อการหายใจ และไม่เหมาะกับสุขภาพ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

คนไทย 1 ใน 3 ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเหตุพฤติกรรม "นั่งยอง-ไขว่ห้าง"

คนไทย1ใน3ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเหตุพฤติกรรม"นั่งยอง-ไขว่ห้าง"

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.)แถลงข่าว"โครงการปลดทุกข์ด้วยรอยยิ้ม โถห้อยขาเสริมสุขผู้สูงวัย" พร้อมรับมอบโถส้วมห้อยขอจากมูลนิธิเอสซีจีจำนวน 840 โถมูลค่า 1.3 ล้านบาท เพื่อมอบให้ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ว่าขณะนี้คนไทยใช้ส้วมนั่งยองในบ้านเรือนมากถึงร้อยละ 86 หรือประมาณ 17 ล้านหลังคาเรือน
จากการศึกษาพบว่า การใช้าส้วมนั่งยองมีผลเสียต่อสุขภาพ โดยผิวข้อเข่าเสื่อม ซึ่งโรคนี้เป็นแล้งจะทุกข์ทรมาน รักษาไม่หายขาด ลุกนั่งเดินลำบาก สธ.จึงรณรงค์ให้คนไทยใช้ส้วมชนิดเป็นโถนั่ง (ส้วมห้อยขา) แทนการใช้ส้วมนั่งยอง และส่งเสริมให้มีส้วมแบบโถห้อยขาใช้ในบ้านและสถานที่สาธารณะตั้งเป้าให้บ้าน เรือนส้วมชนิดเป็นโถนั่งร้อยละ 50 ในปี  2556 และครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2558  ส่วนสถานที่สาธารณะให้มีร้อยละ 90 ภายในปี 2558 โดยในปีแรกมีเป้าหมายพัฒนาส้วมสาธารณะในสถานีบริการจำหน่ายน้ำมัน เชื้อเพลิง โรงพยาบาล และสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง
ด้าน ภญ.กุสุมา ไตรวิทยานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิโรคข้อในพระราชูปถัมถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาน สยามบรมราชกุมารีกล่าวว่า จาก สถิติพบคนไทย 1 ใน 3 มักจะป่วยด้วยโรคข้อ โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อมซึ่งพบได้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้โรคข้อเข่าเสื่อมไม่ได้จำกัดว่าเป็นโรคเฉพาะของผู้สูงอายุแล้ว เท่านั้น แต่สามารถพบได้ทุกวัย เนื่องจากโรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากพฤติกรรม โดยคนทีอายุน้อยกว่า 30 ปีพบว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเพียงร้อยละ 1 อายุน้อยกว่า 40 ปี พบร้อยละ 10 และอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป พบมากถึง ร้อยละ 50
"พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถก่อให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้นั้นมี มาก ทั้งการนั่งที่ไม่ถูกวิธี ทำให้ปวดหลังปวดไหล่ อาทิ การนั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งไขว่ห้างซึ่งจะกลายเป็นการทำร้ายข้อโดยไม่รู้ตัว ทำให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น อาการที่สังเกตได้ชัดว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมคือ นั่งยองแล้วไม่สามารถลุกขึ้นได้ ดังนั้นคนไทยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดข้อเข่าเสื่อม"ภญ.กุสุมากล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วัยรุ่นไทยมีเซ็กซ์ครั้งแรกอายุ 15 ปี เมินถุง-ท้องก่อนวัย-ติดโรคทางเพศพุ่ง

สธ. พบหญิงไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุ 15-16 ปี ก่อให้เกิดปัญหาท้องก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีการป้องกันและเสี่ยงต่อโรคทางเพศสัมพันธ์สูง
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ สัมภาษณ์เกี่ยวกับการวางแผนพัฒนาคุณภาพประชากรไทยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพประชากรไทยทุกกลุ่มอายุ ซึ่งปัจจุบันไทยประสบปัญหาทั้งด้านจำนวนและคุณภาพประชากร โดยโครงสร้างประชากรมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากประสบผลสำเร็จในการวางแผนครอบ ครัวตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรลดลง ล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2553 มีเพียงร้อยละ 0.5 หญิง ไทยมีบุตรโดยเฉลี่ย 1.5 คน ซึ่งต่ำกว่าอัตราทดแทนคือพ่อแม่รวม 2 คน ทำให้ประชากรวัยแรงงานมีจำนวนน้อยลง ในอนาคตอาจจะต้องนำเข้าแรงงานที่มีคุณภาพจากต่างประเทศมาทดแทน ในขณะเดียวกันประชากรสูงอายุกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นและก้าวสู่สังคมของผู้สูง อายุ ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 12 ของ ประชากรทั้งประเทศ
ประการสำคัญยังมีปัญหาคุณภาพวัยรุ่นที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตจากพฤติกรรม เสี่ยงทางเพศที่ไม่ได้ป้องกัน เนื่องจากวัยรุ่นไทยในปัจจุบันมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุน้อยลงเรื่อยๆ จากอายุ 18-19 ปี เมื่อ พ.ศ. 2539 เป็นอายุ 15-16 ปี เมื่อ พ.ศ. 2552 อัตราการคลอดบุตรของวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เพิ่มจาก 50.3 เมื่อ พ.ศ. 2548 เป็น 54.9 ต่อกลุ่มหญิงอายุ 15-19 ปี ทุกๆ 1,000 คน เมื่อปี 2554
วัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกใช้ถุงยางอนามัยไม่ถึงร้อยละ 40 ทำให้อัตราป่วยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในเยาวชนอายุ 15-24 ปี สูงขึ้นจาก 23.5 เมื่อ พ.ศ. 2545 เป็น 79.8 ต่อประชากรวัยนี้ทุก 100,000 คน เมื่อ พ.ศ. 2553 ต้นเหตุปัญหามาจากการขาดความรู้ เช่น ความเข้าใจผิดคิดว่าร่วมเพศครั้งเดียวไม่ตั้งครรภ์ การใช้ถุงยางอนามัยขัดขวางความรู้สึกทางเพศ เป็นต้น