วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปวดท้อง...ลางบอกโรคร้าย

ปล่อยไว้อาจอันตรายถึงชีวิต!!

 
          ใคร ทีมักจะปวดท้องบ่อยๆ แต่ไม่ว่าปวดท้องเพราะอะไรอาจเป็นสัญญาณอันตรายโดยไม่รู้ตัว ถ้าปล่อยไว้เห็นทีจะไม่ดีแน่ ลองมาดูวิธีการเช็คโรคจากอาการปวดท้องเป็นเกร็ดความรู้กันสักหน่อยดีกว่า

          การ เช็คอาการปวดท้องโดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่งของอวัยวะและลักษณะของอาการปวดเพื่อประกอบการวินิจ ฉัย เช่น ปวดแบบเป็นๆ หายๆ ปวดหลังรับประทานอาหาร หรือหิวก็ปวด อิ่มก็ปวด เหล่านี้จะเป็นแนวทางช่วยให้ทราบอาการปวดท้องได้ "ตรงจุด" มากขึ้น

          หากปวดท้องด้านขวาตอนบน ความเจ็บปวดในบริเวณด้านขวาตอนบนของช่องท้องมันเกิด จากโรคตับและถุงน้ำดี หรือในบางครั้งโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ถุงน้ำดีก็อาจเกิดขึ้นบริเวณส่วนท้องน้อยก็เป็นได้ แต่ถ้าปวดท้องบริเวณแอ่งกระเพาะอาหาร คือ บริเวณที่อยู่ใต้ซี่โครงลงมา การเจ็บปวดบริเวณนี้มักเกิดจากการแสบกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบอาจเกิดขึ้นในบริเวณนี้ได้ เช่นเดียวกัน แต่หากมีอาการแสบกระเพาะอาหาร นั่นอาจเกิดจากกรดและอาการเจ็บปวดเนื่องจากแผลในกระเพาะ

          แต่ถ้าหากปวดท้องด้านขวาตอนล่างอาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลัน หรืออาการอักเสบของลำไส้ ปวดท้องด้านซ้ายตอนบน อาจมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดในลำไส้ใหญ่ เช่น โรคท้องผูกหรืออาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าหากปวดท้องส่วนกลางส่วน ใหญ่มักเกิดจากสาเหตุที่มาจากโรคที่เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาการปวดท้องที่บริเวณนี้อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งมักเริ่มที่บริเวณนี้ก่อนเสมอ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นบริเวณท้องน้อย

          ปวดท้องด้านซ้ายตอนล่าง อาการปวดที่เป็นลักษณะปวดและคลายสลับกัน พร้อมกับอาการท้องร่วง หรือเกิดจากอาการท้องผูก อาจเกิดจากโรคถุงตันหรือที่เรียกกันว่าไส้ตันเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ อักเสบ (Diverticulitis)

          เท่า ที่กล่าวมาเป็นแค่ปราการป้องกันให้ตระหนักว่าอาการปวดท้องอาจเป็นสัญญาณ อันตรายของโรคร้ายได้ คำแนะนำดังกล่าวช่วยให้ตรวจดูอาการปวดท้องเบื้องต้นได้ว่าน่าจะเกิดจากอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฟันธงได้เลยว่าป่วยเป็นโรคอะไร

          ทาง ที่ดีต้องไปพบแพทย์เพื่อวิจัยฉัยอย่างละเอียด หากเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาก็ให้บอกอาการปวดกับแพทย์ให้ตรงจุด ที่สำคัญอย่าไปหาซื้อยามารับประทานเองเชียว เพราะหากรักษาผิดจุดขึ้นมาอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กรมควบคุมโรค ออกประกาศเตือน 7 โรคอันตรายในฤดูหนาว

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนประชาชน เรื่อง การป้องกันโรคที่เกิดในฤดู หนาว 7 โรค ได้แก่ โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม โรคหัด โรคหัดเยอรมัน โรคสุกใส โรคมือ เท้า ปาก และโรคอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มเสี่ยง คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง พร้อมแนะนำวิธีการทำเสื้อกันหนาวจากถุง พลาสติกอย่างง่าย           
วันนี้ (31 ตุลาคม 2555)  นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค  กล่าวว่า  ขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว กรมควบคุมโรคจึงมีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน เพราะจากสภาวะอากาศเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดโรคภัยต่างๆ แทรกซ้อนได้ง่าย ซึ่งโรคที่มักพบได้บ่อยในช่วงฤดูหนาวมี 7 โรค  ตามประกาศกรมควบคุมโรค  ได้แก่ โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม โรคหัด  โรคหัดเยอรมัน โรคสุกใส โรคมือ เท้า ปาก และโรคอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2554) พบว่ามีรายงานผู้ป่วยทั้ง 7 โรค ดังนี้ มากสุดคือโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 311,415 ราย รองลงมาโรคปอดบวม 46,174 ราย โรคไข้หวัดใหญ่ 10,621 ราย โรคสุกใส 8,884 ราย โรคมือ เท้า ปาก 4,114 ราย โรคหัด 1,110 ราย และโรคหัดเยอรมัน 129 ราย ตามลำดับ
สำหรับในช่วงฤดูหนาวปีนี้ กรมควบคุมโรคได้จัดทำประกาศแจ้งเตือนให้ระวังโรคจากภัยหนาวส่งไปยังสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดและสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 เขต พร้อมเตรียมภารกิจหลักในการดูแลประชาชนในพื้นที่ประสบภัยหนาว ได้แก่ 1.การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคในพื้นที่ประสบภัยหนาว 2.การควบคุมโรค ในกรณีถ้ามีการระบาดของโรคติดต่อ กรมควบคุมโรคมีทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว(SRRT) เข้าไปดำเนินการสอบสวน ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่ และ 3.การสื่อสารความเสี่ยงและประชาสัมพันธ์ความรู้แก่ประชาชน โดยเน้นประชาชนใน 3 กลุ่มเสี่ยง คือ 1.กลุ่มเด็กที่มีอายุตํ่ากว่า 5 ปี 2.กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และ3.กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจําตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคตับ โรคไต และโรคโลหิตจาง เป็นต้น
นายแพทย์นพพร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการป้องกันตนเองจากภัยหนาว ประชาชนต้องสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายเพื่อป้องกันโรค และหากอยู่ในพื้นที่อากาศเย็นลงอย่างต่อเนื่องหรืออุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ควรสวมเสื้อผ้าหนาหรือสวมเสื้อผ้าหลายๆชั้น สวมผ้าพันคอ หมวกและถุงเท้า การทำให้คออุ่นและหูอุ่นเป็นการเก็บอุณหภูมิในร่างกาย สำหรับในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนเสื้อกันหนาว สามารถนำถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่ใช้ใส่ของมาตัดก้นถุง และตัดด้านข้างทั้งสองข้างเพื่อใช้สวมศีรษะและเป็นแขนเสื้อได้ กลายเป็นเสื้อกันหนาวอย่างง่าย เนื่องจากคุณสมบัติของพลาสติก ช่วยกันลมและเก็บความร้อนจากร่างกายได้โดยจะต้องสวมอยู่ชั้นในระหว่างเสื้อ ผ้ากับเสื้อกันหนาวด้านนอก ที่สำคัญถุงพลาสติกต้องสะอาดและไม่เปียกน้ำ ซึ่งถุงต้องมีความหนาพอสมควร เพราะถ้าบางมากอาจขาดได้ง่าย
“หากประชาชนเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที และถ้ามีข้อสงสัยถึงอาการของโรคและวิธีปฏิบัติ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทรศัพท์ 0 2590 3333” นายแพทย์นพพร กล่าวปิดท้าย

ที่มา : กระทรวงสาธารณะสุข

สธ.เตือน '3 โรค' ที่อาจติดมากับ 'เสื้อกันหนาวมือสอง'

ปลัด สธ.เตือนประชาชนระวัง "3 โรค" ที่อาจติดมากับ "เสื้อกันหนาวมือสอง" ทั้งกลากเกลื้อน, ภูมิแพ้ โรคติดต่อ และโรคผิวหนังจากพาหะนำโรค
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิด เผยว่า ช่วงนี้หลายจังหวัดของประเทศไทยมีอากาศหนาวเย็นลง โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อากาศเย็นลงเร็วกว่าทางภาคอื่น จึงขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง สวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ เรื่องที่ห่วงใยในฤดูหนาวนี้ประชาชนส่วนใหญ่มักซื้อหาเสื้อกันหนาวมาสวมใส่ โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวมือสอง ซึ่งมีให้เลือกจำนวนมากและราคาถูก ทำให้เป็นที่นิยมซื้อกันมาก ซึ่งข้อมูลจากกรมศุลกากรในปี 2555 มีสถิติการนำเข้าเสื้อผ้าที่ใช้แล้วหรือของอื่นที่ใช้แล้วระหว่างเดือน มกราคม-กันยายน 2555 จำนวน เกือบ 20 ล้านกิโลกรัม มูลค่านับพันล้านบาท
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สิ่งที่อาจติดมากับเสื้อกันหนาวมือสองอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สวมใส่ได้ หากไม่ทำความสะอาดเสียก่อน ซึ่งที่สำคัญมี 3 โรค ได้แก่ 1.โรคกลากเกลื้อน ซึ่งเกิดจากเชื้อรา ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดงกลายเป็นผื่นแพ้ และมีอาการคัน 2.โรคภูมิแพ้ซึ่งเกิดได้หลายกรณี ทั้งจากฝุ่นใยผ้า และฝุ่นที่ติดตามกระสอบบรรจุระหว่างการขนส่ง หรือเกิดจากการแพ้น้ำยารีดผ้าเรียบที่ใช้รีดก่อนจำหน่าย น้ำยาที่มีความเข้มข้นสูง อาจระคายเคืองผิวหนังได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงมากขึ้น และ 3.โรคติดต่อและโรคผิวหนังจากพาหะนำโรค อาจปะปนมากับเสื้อกันหนาวมือสอง ได้แก่ ตัวไร ตัวเรือด เห็บ หมัด และโลน ซึ่งมักชอบอาศัยอยู่ในใยผ้าที่สกปรก อาจทำให้เกิดอาการผื่นคัน ระคายเคืองและเป็นแผลได้
นพ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มกินผักและผลไม้หลากสี เช่น ผักคะน้า ตำลึง ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ มะละกอสุก มะม่วงสุก ส้ม ฝรั่ง ลิ้นจี่ เป็นต้น เนื่องจากผักและผลไม้เหล่านี้จะมีวิตามินซีและเอ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยให้หายป่วยเร็วขึ้น และบำรุงผิวพรรณ ให้ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นขึ้น ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที และกินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ จะป้องกันโรคติดเชื้อจากอาหารและน้ำ และโรคทางเดินหายใจได้
ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในการเลือกซื้อและใช้เสื้อกันหนาวมือสอง กรณีของผู้ค้า ไม่ควรวางเสื้อผ้ากองกับพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีฝุ่นละอองและแมลงชนิดต่างๆ เข้าไปอาศัยในเสื้อผ้าได้ ส่วนประชาชนขณะที่เลือกซื้อควรสวมผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันการสูดฝุ่นละอองที่มากับเสื้อผ้า เลือกเสื้อผ้าที่มีสภาพดี ตรวจสอบรอยด่างดำ รอยคราบสกปรก รวมไปถึงกลิ่นอับชื้น ควรหลีกเลี่ยงผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ประเภทขนฟู เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
ทั้งนี้ ก่อนใช้เสื้อกันหนาวมือสอง ขอให้นำมาซักทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้า และนำไปตากแดดจัดจะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ หรือให้ซักแล้วนำมาต้มในน้ำเดือดหรือน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่มีอาการคันจากเชื้อราในร่มผ้าหลังใช้เสื้อกันหนาวมือสอง ไม่ควรแคะหรือแกะเกา หรือปล่อยไว้จนลุกลาม ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังทันทีเพื่อรับการรักษาที่ถูกวิธี

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รพ.เด็กชี้ ! ทารกไทยกินนมแม่ต่ำกว่าเกณฑ์

ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กฯ เผยหลังจากงานสัปดาห์นมแม่โลก พบร้อยละ 29 เด็กไทยกินนมแม่ต่ำกว่ามาตราฐานโลก จาก 177 ประเทศสมาชิก
พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี(โรงพยาบาลเด็ก)   เปิดเผยว่า จากข้อมูลพบว่าเด็กไทยที่กินนมแม่อย่างเดียวจนอายุ 6 เดือนมีเพียงร้อยละ 29 ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ต่ำมาก แม้ว่าปัจจุบันสังคมมีความเข้าใจเรื่องนมแม่มากขึ้น แต่สถานการณ์ต่างๆ ก็อาจทำให้คุณแม่ให้นมลูกไม่สำเร็จ การทำความเข้าใจอดีตทั้งเรื่องที่มีการแยกแม่ลูกหลังคลอด ทำให้ลูกไม่ได้ดูดนมทันที ดังนั้น เราจึงต้องวางแผนเพื่ออนาคตว่าเราจะแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาอย่างไร ให้เด็กไทยได้กินนมแม่อย่างถูกวิธี ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดถึงในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 65 ด้วย โดยมีการตั้งเป้าหมายทั้งโลกว่า ภายในค.ศ. 2025เด็กทั้งโลกซึ่งเกิดปีละประมาณ 136 .7 ล้านคนต้องได้นมแม่อย่างเดียว 6 เดือนให้ได้ร้อยละ 50 ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 32.6 ข้อมูลของประเทศเรายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ร้อยละ 29
ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กฯ กล่าวต่อไปว่า แม้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเรื่องที่มีการยอมรับอย่างกว้างขวางแล้วแต่ก็ ยังมีความท้าทายว่าในอนาคตระบบสาธารณสุขจะเข้ามาช่วยเหลือสร้างความรู้ความ เข้าใจให้บุคลากรและประชาชนอย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่แม่ลาคลอดลูกได้ 90 วันโดยที่ยังได้รับเงินเดือน และอาจลาต่อได้อีก 60 วันโดยไม่ได้รับเงินเดือนส่วนที่ลาต่อ หรือมีสิทธิลาพักงานเพื่อให้นมลูกได้วันละหนึ่งชั่วโมงครึ่ง สถานประกอบการต่างๆ สนับสนุนการให้นมแม่ด้วยการจัดมุมนมแม่ให้เป็นสัดส่วน ไปจนถึงมีหลักเกณฑ์ทางการตลาดห้ามโฆษณานมผงหรืออาหารสำหรับทารกแรกเกิดถึง 2 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพราะปัญหาสุขภาพของเด็กไทยเป็นปัญหาระดับชาติ และการสนับสนุนให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวจนอายุ 6 เดือน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่องค์การอนามัยโลกยอมรับแล้วว่าได้ผล ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับสังคมไทยของเราแล้วว่าให้ความสำคัญอย่างจริงจังหรือไม่ เพื่ออนาคตของเด็กไทยของเรา

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ