วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รู้ให้ทันโฆษณาชวนเชื่อ “บารากู่ไฟฟ้า”

บารากู่ไฟฟ้า’ สินค้าแปลกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น และมีการจำหน่ายอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย พร้อมด้วยโฆษณาชวนเชื่อว่ามีไม่มีพิษภัย และลองได้ไม่เสพติด  
/data/content/24463/cms/e_bfgiklpqrwx6.jpg
          ข้อเท็จจริงจาก "สำนักงานควบคุมการบริโภคยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข" หลังจากส่งตัวอย่างบารากู่ไฟฟ้าเพื่อทำการตรวจวิเคราะห์พบว่ามีสารเคมีหลายชนิด เช่น Propylene Glycol Methyl Cyclohexanol Triacetin และยังตรวจพบส่วนประกอบของสารพิษที่เป็นโลหะหนัก ได้แก่ Manganese, Copper, Zinc, Mercury และสารก่อมะเร็ง ได้แก่ Chromium, Arsenic, Cadmium และตะกั่ว
          ขณะที่ "มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่" ก็ได้สรุปข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ “บารากู่ไฟฟ้า” ว่าเป็นชื่อเรียกอุปกรณ์เลียนแบบการสูบบุหรี่ชนิดใหม่ มีลักษณะเป็นแท่งยาว 11 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 9.5 มิลลิเมตร เปรียบเทียบกับมวนบุหรี่ธรรมดาที่มีความยาว 8.7 เซนติเมตร และเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร
          ที่พบขายกันในตลาดขณะนี้มี 2 แบบ คือ แบบหนึ่ง สามารถชาร์จไฟแบตเตอรี่ใหม่ได้ เมื่อใช้หมด และตลับน้ำยาก็เติมใหม่ได้ อีกชนิดหนึ่งเป็นแท่งที่มีแบตเตอรี่และน้ำยาที่ใช้หมดแล้วทิ้งเลย ที่สำคัญบนกล่องบารากู่ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งพิมพ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษว่าไม่มีนิโคติน ไม่มีทาร์ ไม่มีคาร์บอนมอนอกไซด์
/data/content/24463/cms/e_befklmsuw689.jpg
         ปลอกแท่งบารากู่ไฟฟ้า เป็นโลหะบาง ภายในจะมีท่อพลาสติกขนาดเล็กที่ต่อกับแบตเตอรี่ และมีแผ่นใยสังเคราะห์ชุบน้ำยาที่ปรุงแต่งเป็นกลิ่นผลไม้ จากการทดลองแกะแท่งบารากู่ไฟฟ้าแล้วแยกส่วนประกอบพบว่า น้ำยาที่ทำให้เกิดกลิ่นผลไม้นั้น มีกลิ่นฉุนติดนิ้วมือและล้างออกยากมาก กลิ่นติดมือข้ามคืน จึงอนุมานได้ว่า สารเคมีที่เป็นไอน้ำจากการสูบบารากู่ไฟฟ้าจะตกค้างอยู่ในปอดของผู้สูบเป็นอันตรายต่อปอดอย่างแน่นอนในผู้ที่ใช้ติดต่อกัน
/data/content/24463/cms/e_abefjlqt2689.jpg
          บารากู่ไฟฟ้ากับบารากู่ธรรมดาต่างกันอย่างไร?
          บารากู่ธรรมดา คือการสูบควันจากยาเส้นหมักกับกากผลไม้และน้ำตาล ใช้อุปกรณ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายแจกัน
          บารากู่ไฟฟ้า สูบควันจากน้ำยาที่ประกอบด้วยสารเคมีสังเคราะห์ เพื่อให้กลิ่นผลไม้ชนิดต่างๆ สูบด้วยแท่งโลหะที่มีแบตเตอรี่บรรจุอยู่ภายใน
          ทั้งบารากู่ธรรมและบารากู่ไฟฟ้ามีการอ้างว่าไม่มีสารนิโคติน ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ เพราะถ้าหากบารากู่ไฟฟ้าไม่มีการผสมสารนิโคตินตลอดไป การสูบบารากู่ไฟฟ้าก็น่าจะเป็นเพียงแฟชั่นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ผลิตบารากู่ไฟฟ้าจะเติมสารนิโคตินในบารากู่ไฟฟ้าเพื่อให้เกิดการเสพติด
          ดังนั้นการสูบบุหรี่ธรรมดา การสูบบารากู่ หรือการสูบบารากู่ไฟฟ้า ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการนำสารนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายนั่นเอง
          "รู้แบบนี้แล้วยังจะอยากสูบเอาสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในร่างกายอยู่หรือไม่?"


          เรื่องโดย : ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ย่ำ 'น้ำขัง' เสี่ยงโรค

สถาบันโรคผิวหนัง แนะประชาชนดูแลและความสะอาดเท้าหลังจากลุยน้ำขัง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ผิวหนัง 
น.พ.จิโรจน์ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง แนะ การใส่ใจดูแลและทำความสะอาดเท้าหลังจากการลุยน้ำขัง คือการลุยน้ำแบบน้ำไม่สกปรกมาก บางคนอาจจะไม่รู้สึกว่าอันตราย แต่ที่ควรจะต้องตระหนักยังมีปัญหาเรื่องความชื้นที่ทำให้เท้าเปื่อย อย่างบริเวณง่ามเท้าฉีก เปื่อย ยุ่ย และเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผิวหนังอ่อนแอและขาดความสามารถในการป้องกันเชื้อ โรค ซึ่งเมื่อเชื้อราเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคัน ผิวหนังลอก หรือเป็นกลาก แต่หากเป็นแบคทีเรียจะทำให้เป็นตุ่มหนองได้ หรืออาจจะลุกลามเป็น "ไฟลามทุ่ง" ติดเชื้อลามในชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้ต่อมน้ำเหลือง "ลูกหนู" อักเสบและบวมได้
ส่วนการย่ำน้ำที่สกปรกมากๆ มีเศษขยะ สารเคมี ความสกปรกทั้งหลายละลายปนน้ำแล้วขังอยู่ในแอ่ง รวมถึงน้ำในท่อระบายน้ำที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคนับไม่ถ้วนที่เอ่อขึ้นมาบนถนน น้ำชนิดนี้ค่อนข้างมีอันตรายที่ตาเปล่ามองไม่เห็น เพราะไม่จำเป็นต้องมีแผลแต่ไวรัส เชื้อโรค และพยาธิบางชนิดสามารถไชผ่านผิวหนังได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยรอยแผลใดๆ บนผิวหนัง
นอกจากนี้ยังมีโรคฉี่หนู ที่เป็นแล้วถึงขั้นเสียชีวิต รวมถึงเศษแก้วหรือเศษโลหะที่อยู่ในแอ่งน้ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยเส้นเลือดตีบและเบาหวาน เพราะเป็นแผลง่ายและหายยาก โอกาสติดเชื้อมีสูง อาจจะรุนแรงถึงขั้นต้องตัดเท้า
ส่วนประชาชนทั่วไปหากจำเป็นต้องเดินผ่านประจำ ควรมีบูทยางสลับเปลี่ยนเมื่อต้องลุยน้ำ หากหาไม่ได้อย่างน้อยใช้ถุงพลาสติกสวมเท้าก็พอกันได้ แต่พอผ่านมาได้แล้วต้องรีบล้างเท้า ถ้าเป็นน้ำไม่สกปรกนัก ล้างให้สะอาด ฟอกสบู่ก็พอ แต่ถ้าน้ำสกปรกมากควรใช้สบู่ฆ่าเชื้อหรือเช็ดซ้ำด้วยแอลกอฮอล์
การล้างควรเน้นพื้นที่ซอกนิ้วร่องนิ้ว และง่ามนิ้ว ซึ่งเป็นจุดอับที่มักจะล้างไม่ทั่วถึง และเมื่อล้างเสร็จต้องเช็ดให้แห้ง โดยใส่ใจจุดอับช่วงง่ามนิ้วเป็นพิเศษ
หน้าฝนแบบนี้ถ้าทำได้ให้ใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าพลาสติก และควรมีรองเท้าถุงเท้าสำรองติดรถ ติดออฟฟิศ หรือถ้าติดกระเป๋าไว้บ้างก็ดี เพราะล้างเท้า เช็ดเท้าแล้ว ก็ไม่ควรจะไปใส่รองเท้าหรือถุงเท้าชื้นๆ และสกปรกอีก


ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง Link http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/36824

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

‘กินอยู่’ ให้ฉลาดบนโลกวิถีสะดวก

ปัญหาสุขภาวะในครอบครัวไทยมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหนึ่งอาจมาจากพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมทางกาย รวมไปถึงการใส่ใจดูแลเรื่องอาหารการกินของสมาชิกในครอบครัวมากนัก
/data/content/24640/cms/e_acejklnqsy19.jpg
          นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เกิด กิจกรรม "Healthy Family Camp ค่ายครอบครัวสุขภาพดี" โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ร่วมกับ รายการ วาไรตี้ ทูเดย์ บาย สายสวรรค์ ขยันยิ่ง คัดเลือกครอบครัวที่มีปัญหาทางด้านสุขภาวะมาเข้าค่ายและให้ความรู้เพื่อการส่งเสริมทุกคนในครอบครัวได้หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันโดยให้ความสำคัญกับสุขภาวะทั้ง 4 มิติ คือ กาย ใจ ปัญญา และสังคม
          อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาวะที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ การกินอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการปล่อยปละละเลย ให้เด็กไม่ได้กินอาหารเช้า ให้เด็กกินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ขนมหวาน น้ำหวาน เป็นต้น แต่ไม่พยายามปลูกฝังให้กินผัก ผลไม้
/data/content/24640/cms/e_bcdgijnoqtu3.jpg/data/content/24640/cms/e_eglmnopty234.jpg
          ที่สำคัญคือไม่มีเวลาออกกำลังกายและทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เด็กส่วนใหญ่ก็จะเครียดกับการเรียน และเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาวะในครอบครัวขึ้นมา
          อาจารย์สง่าบอกอีกว่า หัวใจของการเข้าแคมป์โดยเอาครอบครัวมาทำกิจกรรมแบบนี้ หวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากที่ไม่ดีให้กลายเป็นดีขึ้น รวมถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าอยากให้ลูกกินผลไม้มาก ๆ ต้องเอาของไม่ดี เช่น น้ำอัดลม ขนมหวานออกจากตู้เย็น แล้วเอาของผลไม้ ขนมไทยหวานน้อย ใส่แทนเข้าไป ตลอดจนวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ให้พ่อแม่เจียดเวลา พาลูกไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะบ้าง เช่น เดินเล่น ปั่นจักรยาน เล่นกีฬาที่เขาชอบ
/data/content/24640/cms/e_cglnpuvz1348.jpg          หนึ่งในนั้นมีครอบครัวของ น้องภูผา หรือเด็กชายณัฐพัฒน์ วิศรุตการย์ อายุ 6 ขวบ ที่คุณพ่อภีร์ ณภัทร วิศรุตการย์เล่าให้ฟังว่า น้องภูผาเป็นเด็กที่ไม่กินผักเลย นั่นเป็นเพราะว่าคุณพ่อไม่ได้สอนให้น้องกินผักผลไม้ตั้งแต่เด็ก จนพอโตขึ้นต้องให้คุณย่าช่วยโดยจะใช้วิธีสับผักให้ละเอียดและแอบใส่ในไข่เจียวเมนูโปรดของน้อง ก็ช่วยได้บ้างเล็กน้อย
          "นอกจากนี้น้องภูผายังเป็นเด็กที่ซนมาก กังวลว่าจะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ และกลัวจะเป็นเด็กสมาธิสั้น จึงพยายามหากิจกรรมให้เขาได้มาเจอสังคมใหม่ ๆ เพื่อเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้อยู่กับเพื่อน ๆ การมาเข้าค่ายครั้งนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าต้องให้เวลากับลูกมากขึ้น โดยเฉพาะการพาออกไปทำกิจกรรมร่วมกัน สำหรับพ่อแม่บางคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีเวลานั้น ผมว่ามันอยู่ที่ตัวเรามากกว่าว่าจะให้ความสำคัญกับตรงนั้นยังไง เพราะสุดท้ายอะไรก็ไม่สำคัญเท่าครอบครัวครับ" คุณพ่อภีร์เล่า
/data/content/24640/cms/e_aefklmn12347.jpg          อีกหนึ่งครอบครัวของ คุณแม่แอน พวรลักษณ์ - คุณพ่อเอ๋ กิตติศักดิ์ และน้องพาวด์ พัชรินทร์ - น้องแพซ ศิริทัณฑ์ คำสีแดง โดยคุณแม่แอนเล่าถึงปัญหาสุขภาวะในครอบครัวว่า ตนและสามีต้องเดินทางไปค้าขายในต่างจังหวัดทีละหลาย ๆ วัน ส่วนใหญ่ก็กินอาหารผัด ๆ ทอด ๆ เพราะเอาสะดวก และไม่ค่อยกินผักผลไม้ จนรู้ว่า น้ำหนักเกิน มีอาการปวดเมื่อย สุขภาพไม่ค่อยดี ส่วนเด็ก ๆ อยู่กับคุณย่าที่บ้านก็จะทำกับข้าวตามใจ
          "ก่อนหน้านี้ก็ได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น ค้นหาในอินเทอร์เน็ตบ้าง แต่ก็ทำตามที่แนะนำยาก เพราะบางทีเราก็เลือกไม่ได้ หลังจากมาเข้าค่ายก็ได้รับความรู้ที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ เช่น ลดอาหารรสจัดลง ลดอาหารที่มีน้ำตาลไขมันสูง และต้องเพิ่มพฤติกรรมการออกกำลังกายซึ่งก็ได้เรียนรู้ว่ามีท่าง่าย ๆ เช่น การแกว่งแขน การใช้ไม้พลอง หรือใช้การเดิน วิ่ง ไม่ต้องมีอุปกรณ์ และยังมีท่าบริหารระหว่างทำงานด้วย ส่วนของเด็ก ๆ คือ เราได้เรียนรู้วิธีดัดแปลงเมนูให้เขาทานผักผลไม้ง่ายขึ้น อีกอย่างพอเขาทราบว่าผักมีประโยชน์ยังไงเขาก็จะพยายามกินผักมากขึ้น"
          แค่เลือกกินดีมีประโยชน์ก็ทำให้ครอบครัวอบอุ่นได้

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เตือนพ่อแม่เฝ้าระวัง หลังลูกกินนมผงปนเปื้อนแบคทีเรีย

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ เตือนพ่อแม่เฝ้าระวังอาการลูกจากการกินนมผงปนเปื้อนแบคทีเรีย ใน 3-30 วัน หากท้องผูก แขนขาไม่มีแรง คอไม่ตั้ง ให้รีบพบแพทย์ทันที แนะหมอเด็กทุกรายหากเจอเด็กป่วยอาการดังกล่าวขอให้นึกถึงโรคโบทูลิซึมในเด็ก ก่อน ชี้รักษาช้าจนเชื้อแบ่งตัวมากจนเป็นพิษ อาจทำให้หยุดหายใจได้
ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แถลงข่าวเรื่อง "การปนเปื้อนเชื้อโรคในนมผงเด็ก" จาก กรณีทางการนิวซีแลนด์ประกาศเตือนประเทศต่างๆ รวมถึงไทยให้เฝ้าระวังนมและเวย์โปรตีนที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ว่า เชื้อที่อยู่ในนมผงเด็กทารกคือเชื้อแบคทีเรียกลุ่มคลอสทรีเดียม (Clostridium) ซึ่งในต่างประเทศเคยมีรายงานผู้ป่วยโรคโบทูลิซึมในเด็ก (Infantile Botulism) ที่สงสัยว่าเกิดจากเชื้อโรคตัวนี้ที่ปนเปื้อนในนมผงเด็กทารก อาหารกระป๋อง และน้ำผึ้ง
อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็เคยมีทารกป่วยโรคนี้จากน้ำผึ้งปนเปื้อนกว่า 100 ราย ซึ่งเชื้อนี้จะเป็นพิษต่อเซลล์ประสาท ส่งผลให้ทารกเป็นอัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหายใจไม่ได้ จึงมีการประกาศห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีกินน้ำผึ้ง เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนได้รับการเรียกคืนเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่บางส่วนได้มีการจำหน่ายและนำไปรับประทานแล้ว แม้ขณะนี้จะยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทย แต่ก็ต้องมีการเฝ้าระวัง เพราะหากเด็กมีอาการป่วยจะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เด็กที่รับเชื้อจะมีอาการภายใน 3-30 วัน เริ่มด้วยอาการท้องผูก คือไม่ถ่ายอุจจาระ 3 วันขึ้นไป ไม่ดูดนม แขนขาไม่มีแรง คอตกตั้งศีรษะไม่ขึ้น ม่านตาขยาย หนังตาตกร้องเสียงค่อย จนถึงไม่หายใจ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการแบ่งตัวของเชื้อ เนื่องจากเชื้อในนมผงจะอยู่ในสภาพของสปอร์ ซึ่งทนต่อความร้อน และจะมีการแบ่งตัวต่อเมื่อมีน้ำ ดังนั้น กว่าเชื้อจะแบ่งตัวและเจริญเติบโตจนสร้างพิษในลำไส้ของเด็กทารก จึงใช้เวลาตั้งแต่ 3-30 วัน หากเกินระยะเวลาจากนี้ก็ไม่ถือว่าน่าห่วง แต่หากเด็กมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ เพราะเป็นโรคที่รักษาได้
"สำหรับเด็กอายุเกิน 1 ปีหรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจกินผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเวย์โปรตีนปนเปื้อน ไม่น่าเป็นห่วง เพราะในลำไส้จะมีเชื้อแบคทีเรียเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว เชื้อที่กินเข้าไปจึงไม่สามารถแทรกเข้าไปเจริญเติบโตได้และถูกขับออกจนหมด ไม่เหมือนเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งในลำไส้ยังมีเชื้อแบคทีเรียไม่มาก เชื้อจึงเข้าไปเจริญเติบโตและสร้างพิษได้" ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ กล่าว
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การออกมาชี้แจงในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการเตือนให้พ่อแม่เฝ้าสังเกตอาการของลูก หากมีอาการท้องผูก คอไม่ตั้ง แขนขาไม่มีแรง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที และเพื่อส่งสัญญาณถึงกุมารแพทย์ทุกคนให้รู้จักโรคโบทูลิซึมในเด็ก เพราะโรคนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย บางทีกุมารแพทย์อาจจะนึกไม่ถึงโรคนี้ ซึ่งล่าสุดได้ส่งอีเมล์แจ้งให้กุมารแพทย์ทุกคนทราบแล้ว
ด้าน นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการแผนจัดการความปลอดภัยในเด็ก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าว ว่า ขอให้พ่อแม่สังเกตผลิตภัณฑ์นมผงว่าเป็นล็อตที่มีการปนเปื้อนตามที่ประกาศ หรือไม่ หากไม่ใช่ก็ไม่ต้องกังวลอะไร แต่หากเป็นล็อตที่มีปัญหาขอให้หยุดใช้ คืนผลิตภัณฑ์ และเฝ้าสังเกตอาการของลูก


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ ลิ้งค์