วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ป้องกัน`โรคหลอดเลือดสมอง`ด้วยอาหารไทย

/data/content/24232/cms/e_cdemnoqvz125.jpg
          โรคหลอดเลือดสมองหรือที่เราเรียกกันว่าสโตรค (Stroke) เป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญเพราะในแต่ละปีจะมีจำนวนผู้ที่เป็นสโตรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย
          จากข้อมูลของ American Stroke Association พบว่าในทุกๆ 4 นาที จะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมอง 1 คน สำหรับประเทศไทยจากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปรียบเทียบข้อมูลสถานการณ์การเสียชีวิตที่เกิดจากโรคหลอดเลือดสมองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2545-2554) พบว่า มีแนวโน้มการตายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าในปี 2554 มีผู้เสียชีวิต 19,283 คน มีแนวโน้มเพิ่มสูงจาก 21.46 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2545 เป็น 30.04 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2554 โดย ผู้ชายจะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าผู้หญิง 1.4 เท่า
          โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากความเสียหายของหลอดเลือดภายในสมอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองถูกปิดกั้นด้วยลิ่มเลือด หรือเกิดจากหลอดเลือดภายในสมองแตก เมื่อเลือดออกจะส่งผลให้ทำให้เนื้อสมองตายและเลือดไม่สามารถนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้ เมื่อสมองไม่ได้รับเลือดระบบการทำงานก็ไม่สามารถทำงานได้ ก็จะเกิดผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย ในส่วนที่สมองส่วนนั้นควบคุมการทำงานอยู่ สมองส่วนใดสูญเสียการทำงาน อวัยวะนั้นก็จะถูกกระทบไม่สามารถทำงานได้หรือทำงานผิดปกติ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือชา บริเวณหน้า แขน ขา ทำให้การมองเห็น การพูด หรือการเคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติไปหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ รวมถึงมีผลต่อระบบความคิด ความจำ การตัดสินใจต่างๆด้วย ในกรณีที่มีความรุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตได้ในทันที
          หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารเป็นส่วนใหญ่ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้แก่ การมีน้ำหนักเกินหรืออ้วนระดับไขมันในเลือดที่สูงกว่าปกติ ความดันโลหิตสูง ความเครียดทำให้รับประทานอาหารในปริมาณเยอะ รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
/data/content/24232/cms/e_cdklnpqrsy58.jpg
          อาหารไทยที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
          ข้าวกล้องงอก ซึ่งมีสารกาบาที่เป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางมากกว่า มีใยอาหารที่ช่วยลดไขมันในเลือด วิตามินอี ไนอะซิน กรดอะมิโนไลซีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และแมกนีเซียม มีการศึกษาที่ระบุว่าข้าวกล้องงอกสามารถป้องกันการตายของเซลล์ประสาทนอกจากนี้ยังช่วยให้ความจำดีขึ้น
         
          ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วขาว เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน เป็นแหล่งของใยอาหาร และวิตามินต่างๆ เช่นวิตามินอี ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์สมองจากการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนแล้วก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ถั่วเหลืองมีไอโซฟลาโวน เป็นสารพฤษเคมี สารนี้สามารถเพิ่มเอ็นไซม์ในสมองส่วนที่ทำหน้าที่ด้านความจำและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับหลอดเลือดสมอง
/data/content/24232/cms/e_bfhqsvw13479.jpg
          ปลาทู ปลากระพง ปลานิล ปลาสวาย ปลาดุก เป็นแหล่งของโปรตีนและไขมันที่ดีต่อสุขภาพดีเอชเอและอีพีเอเป็นกรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมกา-3 มีสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของสมองและระบบประสาท ช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือด
          ไข่ เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ราคาไม่แพง ให้พลังงานต่ำ และเป็นแหล่งของของโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ประกอบด้วยสารอาหารที่ดีต่อสมอง เช่น วิตามินบี 2 ซีลีเนียม วิตามินเค และโคลีน ซึ่งโคลีนเป็นสารสื่อประสาทในสมอง หลายคนอาจกังวลถึงคอเลสเตอรอลในไข่อาจทำให้คอเลสเตอรอลสูง แต่จากการศึกษาพบว่าการรับประทานไข่วันละ 1 ฟองไม่ส่งผลโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง กลับกันคือส่งผลดีต่อการลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
          สมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น กระเทียม กระชาย ใบบัวบก ขมิ้น ข่า ตะไคร้ ขิง ใบมะกรูด ใบกระเพรา ใบโหระพา ใบสะระแหน่ พริกไทยดำ โดยส่วนใหญ่แล้วในสมุนไพรจะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหยที่มีส่วนช่วยต่อการลดการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย บำรุงเลือด ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และทำให้หลอดเลือดแข็งแรง
/data/content/24232/cms/e_acdenoqrstz1.jpg
          ผัก-ผลไม้ 5 สี (เขียว ขาว เหลือง/ส้ม แดง น้ำเงิน/ม่วง) สารพฤกษเคมีหรือที่เรียกกันว่า 'ไฟโตนิวเทรียนท์' มีมากในผักที่มีสีเข้ม สารนี้จะช่วยกำจัดสารพิษออกนอกร่างกายได้เร็วขึ้น ทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพของการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และต้านการอักเสบ
          สีแดง เช่น มะเขือเทศสีดา พริก แตงโม มันเทศ ทับทิม เชอรี่ไทย
          สีส้ม เช่น มะม่วงสุก ส้ม มะละกอ ขนุน ฟักทอง ข้าวโพด โทงเทงฝรั่ง
          สีเขียว เช่น ใบตำลึง คะน้า ผักบุ้ง มะม่วงดิบ มะยม
          สีขาว เช่น กระเทียม หัวหอม เห็ด ผักกาดขาว ดอกแค กล้วย ขิง
          สีม่วง เช่น มะเขือม่วง ลูกหว้า มะเม่า อัญชัน กะหล่ำปลีม่วง


          ที่มา : เว็บไซต์ASTVผู้จัดการออนไลน์  ลิ้ง

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รู้ให้ทันโฆษณาชวนเชื่อ “บารากู่ไฟฟ้า”

บารากู่ไฟฟ้า’ สินค้าแปลกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น และมีการจำหน่ายอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย พร้อมด้วยโฆษณาชวนเชื่อว่ามีไม่มีพิษภัย และลองได้ไม่เสพติด  
/data/content/24463/cms/e_bfgiklpqrwx6.jpg
          ข้อเท็จจริงจาก "สำนักงานควบคุมการบริโภคยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข" หลังจากส่งตัวอย่างบารากู่ไฟฟ้าเพื่อทำการตรวจวิเคราะห์พบว่ามีสารเคมีหลายชนิด เช่น Propylene Glycol Methyl Cyclohexanol Triacetin และยังตรวจพบส่วนประกอบของสารพิษที่เป็นโลหะหนัก ได้แก่ Manganese, Copper, Zinc, Mercury และสารก่อมะเร็ง ได้แก่ Chromium, Arsenic, Cadmium และตะกั่ว
          ขณะที่ "มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่" ก็ได้สรุปข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ “บารากู่ไฟฟ้า” ว่าเป็นชื่อเรียกอุปกรณ์เลียนแบบการสูบบุหรี่ชนิดใหม่ มีลักษณะเป็นแท่งยาว 11 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 9.5 มิลลิเมตร เปรียบเทียบกับมวนบุหรี่ธรรมดาที่มีความยาว 8.7 เซนติเมตร และเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร
          ที่พบขายกันในตลาดขณะนี้มี 2 แบบ คือ แบบหนึ่ง สามารถชาร์จไฟแบตเตอรี่ใหม่ได้ เมื่อใช้หมด และตลับน้ำยาก็เติมใหม่ได้ อีกชนิดหนึ่งเป็นแท่งที่มีแบตเตอรี่และน้ำยาที่ใช้หมดแล้วทิ้งเลย ที่สำคัญบนกล่องบารากู่ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งพิมพ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษว่าไม่มีนิโคติน ไม่มีทาร์ ไม่มีคาร์บอนมอนอกไซด์
/data/content/24463/cms/e_befklmsuw689.jpg
         ปลอกแท่งบารากู่ไฟฟ้า เป็นโลหะบาง ภายในจะมีท่อพลาสติกขนาดเล็กที่ต่อกับแบตเตอรี่ และมีแผ่นใยสังเคราะห์ชุบน้ำยาที่ปรุงแต่งเป็นกลิ่นผลไม้ จากการทดลองแกะแท่งบารากู่ไฟฟ้าแล้วแยกส่วนประกอบพบว่า น้ำยาที่ทำให้เกิดกลิ่นผลไม้นั้น มีกลิ่นฉุนติดนิ้วมือและล้างออกยากมาก กลิ่นติดมือข้ามคืน จึงอนุมานได้ว่า สารเคมีที่เป็นไอน้ำจากการสูบบารากู่ไฟฟ้าจะตกค้างอยู่ในปอดของผู้สูบเป็นอันตรายต่อปอดอย่างแน่นอนในผู้ที่ใช้ติดต่อกัน
/data/content/24463/cms/e_abefjlqt2689.jpg
          บารากู่ไฟฟ้ากับบารากู่ธรรมดาต่างกันอย่างไร?
          บารากู่ธรรมดา คือการสูบควันจากยาเส้นหมักกับกากผลไม้และน้ำตาล ใช้อุปกรณ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายแจกัน
          บารากู่ไฟฟ้า สูบควันจากน้ำยาที่ประกอบด้วยสารเคมีสังเคราะห์ เพื่อให้กลิ่นผลไม้ชนิดต่างๆ สูบด้วยแท่งโลหะที่มีแบตเตอรี่บรรจุอยู่ภายใน
          ทั้งบารากู่ธรรมและบารากู่ไฟฟ้ามีการอ้างว่าไม่มีสารนิโคติน ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ เพราะถ้าหากบารากู่ไฟฟ้าไม่มีการผสมสารนิโคตินตลอดไป การสูบบารากู่ไฟฟ้าก็น่าจะเป็นเพียงแฟชั่นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ผลิตบารากู่ไฟฟ้าจะเติมสารนิโคตินในบารากู่ไฟฟ้าเพื่อให้เกิดการเสพติด
          ดังนั้นการสูบบุหรี่ธรรมดา การสูบบารากู่ หรือการสูบบารากู่ไฟฟ้า ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการนำสารนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดเข้าสู่ร่างกายนั่นเอง
          "รู้แบบนี้แล้วยังจะอยากสูบเอาสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในร่างกายอยู่หรือไม่?"


          เรื่องโดย : ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ย่ำ 'น้ำขัง' เสี่ยงโรค

สถาบันโรคผิวหนัง แนะประชาชนดูแลและความสะอาดเท้าหลังจากลุยน้ำขัง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ผิวหนัง 
น.พ.จิโรจน์ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง แนะ การใส่ใจดูแลและทำความสะอาดเท้าหลังจากการลุยน้ำขัง คือการลุยน้ำแบบน้ำไม่สกปรกมาก บางคนอาจจะไม่รู้สึกว่าอันตราย แต่ที่ควรจะต้องตระหนักยังมีปัญหาเรื่องความชื้นที่ทำให้เท้าเปื่อย อย่างบริเวณง่ามเท้าฉีก เปื่อย ยุ่ย และเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผิวหนังอ่อนแอและขาดความสามารถในการป้องกันเชื้อ โรค ซึ่งเมื่อเชื้อราเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคัน ผิวหนังลอก หรือเป็นกลาก แต่หากเป็นแบคทีเรียจะทำให้เป็นตุ่มหนองได้ หรืออาจจะลุกลามเป็น "ไฟลามทุ่ง" ติดเชื้อลามในชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้ต่อมน้ำเหลือง "ลูกหนู" อักเสบและบวมได้
ส่วนการย่ำน้ำที่สกปรกมากๆ มีเศษขยะ สารเคมี ความสกปรกทั้งหลายละลายปนน้ำแล้วขังอยู่ในแอ่ง รวมถึงน้ำในท่อระบายน้ำที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคนับไม่ถ้วนที่เอ่อขึ้นมาบนถนน น้ำชนิดนี้ค่อนข้างมีอันตรายที่ตาเปล่ามองไม่เห็น เพราะไม่จำเป็นต้องมีแผลแต่ไวรัส เชื้อโรค และพยาธิบางชนิดสามารถไชผ่านผิวหนังได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยรอยแผลใดๆ บนผิวหนัง
นอกจากนี้ยังมีโรคฉี่หนู ที่เป็นแล้วถึงขั้นเสียชีวิต รวมถึงเศษแก้วหรือเศษโลหะที่อยู่ในแอ่งน้ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยเส้นเลือดตีบและเบาหวาน เพราะเป็นแผลง่ายและหายยาก โอกาสติดเชื้อมีสูง อาจจะรุนแรงถึงขั้นต้องตัดเท้า
ส่วนประชาชนทั่วไปหากจำเป็นต้องเดินผ่านประจำ ควรมีบูทยางสลับเปลี่ยนเมื่อต้องลุยน้ำ หากหาไม่ได้อย่างน้อยใช้ถุงพลาสติกสวมเท้าก็พอกันได้ แต่พอผ่านมาได้แล้วต้องรีบล้างเท้า ถ้าเป็นน้ำไม่สกปรกนัก ล้างให้สะอาด ฟอกสบู่ก็พอ แต่ถ้าน้ำสกปรกมากควรใช้สบู่ฆ่าเชื้อหรือเช็ดซ้ำด้วยแอลกอฮอล์
การล้างควรเน้นพื้นที่ซอกนิ้วร่องนิ้ว และง่ามนิ้ว ซึ่งเป็นจุดอับที่มักจะล้างไม่ทั่วถึง และเมื่อล้างเสร็จต้องเช็ดให้แห้ง โดยใส่ใจจุดอับช่วงง่ามนิ้วเป็นพิเศษ
หน้าฝนแบบนี้ถ้าทำได้ให้ใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าพลาสติก และควรมีรองเท้าถุงเท้าสำรองติดรถ ติดออฟฟิศ หรือถ้าติดกระเป๋าไว้บ้างก็ดี เพราะล้างเท้า เช็ดเท้าแล้ว ก็ไม่ควรจะไปใส่รองเท้าหรือถุงเท้าชื้นๆ และสกปรกอีก


ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง Link http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/36824

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

‘กินอยู่’ ให้ฉลาดบนโลกวิถีสะดวก

ปัญหาสุขภาวะในครอบครัวไทยมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหนึ่งอาจมาจากพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมทางกาย รวมไปถึงการใส่ใจดูแลเรื่องอาหารการกินของสมาชิกในครอบครัวมากนัก
/data/content/24640/cms/e_acejklnqsy19.jpg
          นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เกิด กิจกรรม "Healthy Family Camp ค่ายครอบครัวสุขภาพดี" โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ร่วมกับ รายการ วาไรตี้ ทูเดย์ บาย สายสวรรค์ ขยันยิ่ง คัดเลือกครอบครัวที่มีปัญหาทางด้านสุขภาวะมาเข้าค่ายและให้ความรู้เพื่อการส่งเสริมทุกคนในครอบครัวได้หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันโดยให้ความสำคัญกับสุขภาวะทั้ง 4 มิติ คือ กาย ใจ ปัญญา และสังคม
          อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาวะที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ การกินอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการปล่อยปละละเลย ให้เด็กไม่ได้กินอาหารเช้า ให้เด็กกินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ขนมหวาน น้ำหวาน เป็นต้น แต่ไม่พยายามปลูกฝังให้กินผัก ผลไม้
/data/content/24640/cms/e_bcdgijnoqtu3.jpg/data/content/24640/cms/e_eglmnopty234.jpg
          ที่สำคัญคือไม่มีเวลาออกกำลังกายและทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เด็กส่วนใหญ่ก็จะเครียดกับการเรียน และเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาวะในครอบครัวขึ้นมา
          อาจารย์สง่าบอกอีกว่า หัวใจของการเข้าแคมป์โดยเอาครอบครัวมาทำกิจกรรมแบบนี้ หวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากที่ไม่ดีให้กลายเป็นดีขึ้น รวมถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าอยากให้ลูกกินผลไม้มาก ๆ ต้องเอาของไม่ดี เช่น น้ำอัดลม ขนมหวานออกจากตู้เย็น แล้วเอาของผลไม้ ขนมไทยหวานน้อย ใส่แทนเข้าไป ตลอดจนวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ให้พ่อแม่เจียดเวลา พาลูกไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะบ้าง เช่น เดินเล่น ปั่นจักรยาน เล่นกีฬาที่เขาชอบ
/data/content/24640/cms/e_cglnpuvz1348.jpg          หนึ่งในนั้นมีครอบครัวของ น้องภูผา หรือเด็กชายณัฐพัฒน์ วิศรุตการย์ อายุ 6 ขวบ ที่คุณพ่อภีร์ ณภัทร วิศรุตการย์เล่าให้ฟังว่า น้องภูผาเป็นเด็กที่ไม่กินผักเลย นั่นเป็นเพราะว่าคุณพ่อไม่ได้สอนให้น้องกินผักผลไม้ตั้งแต่เด็ก จนพอโตขึ้นต้องให้คุณย่าช่วยโดยจะใช้วิธีสับผักให้ละเอียดและแอบใส่ในไข่เจียวเมนูโปรดของน้อง ก็ช่วยได้บ้างเล็กน้อย
          "นอกจากนี้น้องภูผายังเป็นเด็กที่ซนมาก กังวลว่าจะเข้ากับเพื่อนไม่ได้ และกลัวจะเป็นเด็กสมาธิสั้น จึงพยายามหากิจกรรมให้เขาได้มาเจอสังคมใหม่ ๆ เพื่อเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้อยู่กับเพื่อน ๆ การมาเข้าค่ายครั้งนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าต้องให้เวลากับลูกมากขึ้น โดยเฉพาะการพาออกไปทำกิจกรรมร่วมกัน สำหรับพ่อแม่บางคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีเวลานั้น ผมว่ามันอยู่ที่ตัวเรามากกว่าว่าจะให้ความสำคัญกับตรงนั้นยังไง เพราะสุดท้ายอะไรก็ไม่สำคัญเท่าครอบครัวครับ" คุณพ่อภีร์เล่า
/data/content/24640/cms/e_aefklmn12347.jpg          อีกหนึ่งครอบครัวของ คุณแม่แอน พวรลักษณ์ - คุณพ่อเอ๋ กิตติศักดิ์ และน้องพาวด์ พัชรินทร์ - น้องแพซ ศิริทัณฑ์ คำสีแดง โดยคุณแม่แอนเล่าถึงปัญหาสุขภาวะในครอบครัวว่า ตนและสามีต้องเดินทางไปค้าขายในต่างจังหวัดทีละหลาย ๆ วัน ส่วนใหญ่ก็กินอาหารผัด ๆ ทอด ๆ เพราะเอาสะดวก และไม่ค่อยกินผักผลไม้ จนรู้ว่า น้ำหนักเกิน มีอาการปวดเมื่อย สุขภาพไม่ค่อยดี ส่วนเด็ก ๆ อยู่กับคุณย่าที่บ้านก็จะทำกับข้าวตามใจ
          "ก่อนหน้านี้ก็ได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น ค้นหาในอินเทอร์เน็ตบ้าง แต่ก็ทำตามที่แนะนำยาก เพราะบางทีเราก็เลือกไม่ได้ หลังจากมาเข้าค่ายก็ได้รับความรู้ที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ เช่น ลดอาหารรสจัดลง ลดอาหารที่มีน้ำตาลไขมันสูง และต้องเพิ่มพฤติกรรมการออกกำลังกายซึ่งก็ได้เรียนรู้ว่ามีท่าง่าย ๆ เช่น การแกว่งแขน การใช้ไม้พลอง หรือใช้การเดิน วิ่ง ไม่ต้องมีอุปกรณ์ และยังมีท่าบริหารระหว่างทำงานด้วย ส่วนของเด็ก ๆ คือ เราได้เรียนรู้วิธีดัดแปลงเมนูให้เขาทานผักผลไม้ง่ายขึ้น อีกอย่างพอเขาทราบว่าผักมีประโยชน์ยังไงเขาก็จะพยายามกินผักมากขึ้น"
          แค่เลือกกินดีมีประโยชน์ก็ทำให้ครอบครัวอบอุ่นได้