วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฮ่องกงหนุนออกกำลังกายในที่ทำงาน

บริษัท อีตัน (eaton corporation) เป็นบริษัทข้ามชาติที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงาน ได้ริเริ่มแพ็คเกจการประกันสุขภาพ 2 อย่างแจกให้กับพนักงานตั้งแต่ปลายปี 2555
แบบแรกคือ แพ็คเกจสุขภาพมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ฮ่องกลง (ราว 40,360 บาท) ต่อปี โดยที่อีกแบบมีมูลค่า 5,000 ดอลลาร์ บวกกับอีก 5,000 ดอลลาร์ในแบบเครดิต เพื่อเข้าเป็นสมาชิกของยิมหรือใช้ในการท่องเที่ยว เพราะเห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อสนับสนุนลูกจ้างและพนักงานกว่า 100 ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพ
โดย eric kung ping-yin ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ human dynamic ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสุขภาพนานาชาติ กล่าวว่า บริษัทท้องถิ่นหลายแห่งกำลังใช้วิธีการทำงานเชิงรุก เพื่อส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน และเห็นว่า “บริษัทต่างๆ ควรจะลงทุนในโครงการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานดูแลสุขภาพ แทนที่จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่เกิดจากภาวะสุขภาพย่ำแย่ของพนักงานในอนาคต”
โครงการ ‘รู้ดัชนีมวลกายของคุณ’ (know your numbers) โด่งดังไปทั่วในภาคเอกชน ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงสถานะสุขภาพของพนักงาน แทนที่จะเป็นตัวเลขยอดขาย บริษัทต่างๆ กำลังสนับสนุนให้พนักงานของตนเข้าสู่การทดสอบร่างกายพื้นฐาน เพื่อให้มีการจัดเก็บประวัติสุขภาพของกำลังคน การประเมินผลความเสี่ยงด้านสุขภาพถูกสร้างขึ้นมา เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับไลฟ์ไตล์ของพนักงาน เช่น สูบบุหรี่วันละกี่มวน พฤติกรรมการกินอาหาร และที่มาของความเครียด
ตัวอย่างโครงการที่จูงใจให้พนักงานเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อสุขภาพ เช่น เมื่อปีที่แล้วมีการเปิดตัวการแข่งขันลดน้ำหนักระหว่างแผนก มีจำนวนพนักงานราว 180 เข้าร่วมโครงการ และลดขนาดรอบเอว นอกจากนี้ ยังมีการจับรางวัลประจำเดือน เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ยิ่งเดินและใช้บันไดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสในการจับรางวัลมากเท่านั้น
อีกแนวทางหนึ่งคือการใช้แรงจูงใจด้านลบ เช่น ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่อย่างมิชลิน ออกกฎว่าพนักงานต้องจ่ายเงินราว 7, 888 ดอลลาร์ฮ่องกงเพิ่มเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมประกันชีวิต หากมีรอบเอวมากกว่า 101.6 เซนติเมตร สำหรับผู้ชาย และ 88.6 เซนติเมตร สำหรับผู้หญิง ตัวอย่างอื่นๆ เช่น  ห้างสรรพสินค้า macy ปรับพนักงานที่สูบบุหรี่เป็นเงิน 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หากพวกเขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการเลิกสูบบุหรี่
ทางด้าน aon hewitt ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ว่าจ้างทั้งขนาดกลางและใหญ่ในสหรัฐอเมริกา พบว่า ร้อยละ 79 ของบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจ มีการสร้างแรงจูงใจในรูปแบบเงินสด เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเข้าร่วมการตรวจสุขภาพหรือโปรแกรมฟิตเนส ร้อยละ 58 มีแผนที่จะปรับเงินพนักงานที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และร้อยละ 5 ได้มีการนำเอามาตรการลงโทษนี้มาใช้แล้ว
องค์กรสาธารณกุศลในฮ่องกงอย่าง lok sin tong ได้เปิดตัวโปรแกรมเลิกสูบบุหรี่ที่เข้าถึงประชาชน ด้วยเงินทุนราว 4.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จากการสนับสนุนของสำนักงานควบคุมยาสูบ โดยทำการส่งเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาไปยังบริษัทต่างๆ เพื่อจัดให้ความช่วยเหลือในเรื่อง การสรรสร้างนโยบายต่างๆ เพื่อ สนับสนุนให้พนักงานลูกจ้างหยุดสูบบุหรี่ จนถึงปัจจุบันมีบริษัทท้องถิ่น 65 แห่งที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้
บางบริษัท เสนอรางวัลในรูปของเงินสด หรือเวลาพักร้อนที่ไม่ต้องโดนหักเงิน เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้  ส่วนบริษัทอื่น ๆ มีโปรแกรมเพื่อนช่วยเพื่อน (buddy programme) ที่จับคู่คนสูบบุหรี่กับคนไม่สูบบุหรี่ เข้าร่วมการรับคำปรึกษาพร้อมกันกับเพื่อนที่สูบบุหรี่ด้วย ครึ่งหนึ่งของบริษัทที่เข้าร่วมมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ งานขาย และ งานทำความสะอาด ซึ่งมีแนวโน้มที่มีพนักงานหลาย ๆ คนต้องทำงานกับสาธารณะ
ทั้งนี้ โฆษกของ lok sin tong กล่าวว่า “จากการทำโปรแกรมนี้ ปรากฏว่าบรรดาผู้ว่าจ้างสามารถมีอิทธิพลต่อพนักงานลูกจ้างมากกกว่าครอบครัวของพวกเขาเสียอีก เพราะว่าพนักงานลูกจ้างใส่ใจในสิ่งที่นายจ้างคิดเกี่ยวกับพวกเขา”

ที่มา : http://www.scmp.com/lifestyle/health/article/1321402/action-stations-office-fitness-initiatives-take-root-hong-kong

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรเมื่อหูดับ

ทำอย่างไรเมื่อหูดับ thaihealth
หลายคนคงเคยได้ยินและรู้จักโรคหูดับกันมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้เกิดจากอะไร มีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร มีรายละเอียดค่ะ
โรคหูดับฉับพลัน หมายถึง การได้ยินลดลงในทันที ซึ่งผู้ป่วยสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกตินั้น  อาจเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรงก็ได้  สาเหตุที่พบบ่อยคือ ขี้หูอุดตันหรือหูชั้นกลางอักเสบ และที่ไม่ทราบสาเหตุ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางหู หากมาพบแพทย์ภายใน 2 สัปดาห์หลังมีอาการ โอกาสที่หายจากโรคจะมีมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ชนิดไม่ทราบสาเหตุอาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เช่น มีอาการหวัดนำมาก่อน  การขาดเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในแบบเฉียบพลัน และมักพบผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ หรืออาจเป็นที่การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศอย่างรวดเร็ว เช่น ดำน้ำ รวมถึงการสัมผัสเสียงดังอย่างฉับพลัน
ฉะนั้นการหาสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจการได้ยิน และตรวจคลื่นสมองดูทางเดินเส้นประสาท เพื่อวินิจฉัยหาโรคที่มีผลต่อระบบหลอดเลือด เช่น เบาหวาน ไขมันสูง โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือเนื้องอกของเส้นประสาทหู แม้จะพบน้อยกว่า 1% ก็ตาม
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ สำหรับหูดับฉับพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบของประสาทหู ทั้งนี้ จะหายหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของประสาทหูเสื่อม และโรคประจำตัวของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยนอนพักในช่วงแรก และไม่ออกกำลังกายหักโหม
แต่ในรายที่ไม่สามารถฟื้นการได้ยินกลับมาเท่าหูข้างปกติ แพทย์จะให้ใส่เครื่องช่วยฟังเพื่อให้ได้ยินดีขึ้น  รวมถึงการควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในระดับปกติ เช่น เบาหวาน หรือความดัน ก็จะช่วยป้องกันให้อาการคงที่ได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น ได้แก่ หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการใช้เสียงดังมาก หรือการใช้หูฟัง หากเป็นโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ควรควบคุมโรคให้อยู่ในระดับปกติ และไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดมีพิษต่อประสาทหู รวมทั้งควรหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โอกาสที่จะเป็นก็น้อยลง


ที่มา : ASTVผู้จัดการรายวัน โดย ผศ.พญ.ศิริพร ลิมป์วิริยะกุล ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ระวังผลข้างเคียงจากเครื่องสำอาง

โดย 
แพทย์ผิวหนังแนะควรอ่านฉลากเครื่องสำอางให้ละเอียดก่อนนำมาใช้ เลี่ยงผลข้างเคียงต่อร่างกาย
แพทย์ผิวหนังเตือนระวังผลข้างเคียงจากเครื่องสำอาง thaihealth
ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคผิวหนัง เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เพื่อแต่งเสริมเติมแต่งความงามของร่างกาย ทำให้เกิดอันตรายในหลายลักษณะด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ครีมหน้าขาวที่มีส่วนผสมจากไฮโดรควิโนน (Hydroquinone), ผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์, การใช้ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ทำให้ผิวขาว, เครื่องสำอางปลอม และการเลือกซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ด้านความงามจากการการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต เหล่านี้ล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะครีมทาผิวบางชนิด ที่ใช้ได้เฉพาะที่ เช่น ทาบริเวณผิวหน้าเท่านั้น ห้ามนำมาทาตัว หรือทาบริเวณทั่วร่างกายห้ามทาบริเวณใบหน้า
ดังนั้นการซื้อครีมทาผิว ต้องอ่านฉลากให้ละเอียดเสียก่อนนำมาใช้ ทั้งในส่วนที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป, ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือการโปรโมทขายสินค้าตามรายการโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวีบางช่อง สื่อเหล่านี้ให้ระวัง เพราะมักจะมีการโฆษณาเกินจริง บางครั้งครีมทาผิวดังกล่าวอาจจะเป็นของเลียนแบบ, ของปลอม หรือมีส่วนผสมของสารโคเบตาซอล ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ชนิดที่แรงที่สุด เอาไว้รักษาโรคผิวหนังอักเสบที่เป็นเรื้อรัง หรือเป็นผื่นหนา และมีคำเตือนว่าห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์ สารนี้จัดเป็นยาและไม่สามารถอยู่ในเครื่องสำอางได้ สารชนิดนี้ออกฤทธิ์ที่ผิวหนังถึงชั้นหนังแท้และอาจเป็นแผลถาวร
ซึ่งผลของมันนอกจากไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว, ไปรบกวนเรื่องของการสร้างอิลาสติน และคอลลาเจนของผิวหนังแล้ว ยังทำให้เกิดการแตกลายงาของผิวหนัง ทำให้ผิวบางและเส้นเลือดขยาย หากไปทาที่ใบหน้าหรือบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะจะทำให้เกิดสิวซึ่งรักษายากกว่าสิวทั่วไป และเมื่อผิวบางโดนอะไรจะแพ้ง่าย และมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ด้วย
ในประเทศไทยปัญหาการใช้ครีมหรือขี้ผึ้งสเตียรอยด์พบได้ค่อนข้างบ่อย เพราะยาในกลุ่มนี้ประชาชนสามารถซื้อหาได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ และมีราคาถูก 10 กรัมราคาเพียง 50 บาท มีเป็นร้อยยี่ห้อ ส่วนมากประชาชนมักจะคิดว่า ครีมทาผิวภายนอกไม่ค่อยมีอันตราย ในขณะที่ประเทศเจริญแล้ว เช่น อเมริกา, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ ครีมในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ประชาชนไม่สามารถซื้อใช้เอง ต้องมีใบสั่งแพทย์ ร้านขายยาจึงจะขายให้ เพราะผิดกฎหมาย ครีมสเตียรอยด์มีประโยชน์ คือ แก้แพ้ แก้คัน แก้ผื่นผิวหนังอักเสบ บางคนพอใช้แล้วหน้าเรียบ ก็เลยใช้ต่อเนื่อง ถ้าใช้ช่วงสั้น ๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้นานๆ จะติด ไม่ ใช้ไม่ได้ และเพิ่มความแรงของยาขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาหยุดไม่ได้ พอหยุดผิวหนังจะอักเสบเห่อขึ้นมา
โดยผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ แบ่งได้ดังนี้
1. ประเภทเฉียบพลัน ได้แก่ 1.1.การเกิดสิว ครีมกลุ่มนี้ทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า และหน้าอก โดยสิวที่เกิดจากสเตียรอยด์ จะแตกต่างจากสิวทั่วไป จะเห็นเป็นสิวในแบบเดียวกันทั้งหมด คือเป็นตุ่มนูนแดง (ไม่มีหัวหนองหรือไขมันอุดตัน) 1.2 รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น พวกนี้ส่วนมากเกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น เป็นโรคกลากเกลื้อนแล้วใช้ครีมสเตียรอยด์ทาจะทำให้เป็นมากขึ้น 1.3 เกิดผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งอาจเกิดการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีมสเตียรอยด์ได้ ส่วนการแพ้ตัวสเตียรอยด์เองนั้นก็พบได้แต่พบได้น้อย
2. ประเภทเรื้อรัง ได้แก่ ทำให้ผิวหน้าบางลง ออกแดดไม่ได้ เวลาเจอแดดก็จะแสบร้อน หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เกิดภาวะติดยา ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจาการใช้ครีมสเตียรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้หยุดใช้ยาไม่ได้และต้องใช้ครีมสเตียรอยด์แรงมากขึ้น นอกจากนี้อาจไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ


ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

7 เทคนิคลดเครียด หลับสบาย

โดย 
7 เทคนิคลดเครียด หลับสบาย thaihealth
ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อร่างกาย อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรมต่างๆด้วย ความเครียดในระดับที่เหมาะสมเป็นแรงขับที่ดีที่ช่วยทำให้เกิดการตื่นตัวและกระฉับกระเฉง แต่การที่มีความเครียดมากเกินไป ทำให้เกิดความวิตกกังวล ความกระวนกระวายใจ และสามารถส่งผลให้นอนไม่หลับได้
สัญญาณเตือนว่าเรามีความเครียด
สัญญาณของความเครียดคือ มีความวิตกกังวล นอนไม่หลับ กระวนกระวายใจ คิดซ้ำไปซ้ำมา สมาธิลดลง ระแวงคนรอบข้าง ทานอาหารได้น้อยลงหรือมากเกินไป ทำงานผิดพลาด ชีวิตล้มเหลว หากเกิดความเครียดมากๆอาจทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ หรืออาจเกิดการฆ่าตัวตายได้
วิธีจัดการกับความเครียดและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น มีดังนี้
7 เทคนิคลดเครียด หลับสบาย thaihealth
1. ค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด วิธีแรกในการจัดการกับความเครียดคือการค้นหาสาเหตุของปัญหา ตรวจสอบสภาพทางด้านร่างกาย และกิจวัตรประจำวันที่ทำ ว่าเป็นความเครียดที่เกิดจากความเจ็บป่วยหรือไม่ หรือมีงานมากเกินไปหรือไม่ เมื่อเราค้นพบสาเหตุของความเครียดแล้ว เราก็จะสามารถค่อยๆหาวิธีลดความเครียดนั้นๆลงได้
2. เข้าร่วมสังคมใช้เวลากับครอบครัว เพื่อน การกับกิจกรรมร่วมกับสังคมจะช่วยลดปัญหาความเครียดได้ และการเล่าปัญหาความเครียดให้คนที่เรารักฟังจะช่วยบรรเทาสิ่งที่เรากังวลได้
3. จัดระเบียบความคิด อะไรคือสิ่งที่เราคิด และเราคิดอย่างไรกับปัญหานั้น เรามีความคาดหวังอะไร สิ่งที่เราบอกตัวเราเองจะช่วยให้เราตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ที่จะเพิ่มระดับความเครียดหรือลดความเครียดลง เราสามารถจัดระเบียบความคิดได้ การเฝ้าระวังถึงสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้น และการจัดการกับสถานการณ์นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ฉันทำงานนี้พัง เพราะฉันส่งงานไม่ทันการ
4. ออกกำลังการออกกำลังกาย ช่วยทำให้ความเครียดหายไปหรือลดลงได้ การใช้เทคนิคผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และเกร็งกล้ามเนื้อต่อผลต่อความเครียดได้ การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือ 2ชั่วโมงก่อนนอน เพื่ออุณหภูมิของร่างกายจะเข้าสู่สภาพปกติ แต่ในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ อายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ทานยาประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
7 เทคนิคลดเครียด หลับสบาย thaihealth
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรทานอาหารขยะที่มีน้ำตาลมากหรือมีคุณค่าทางอาหารต่ำ เพราะจะส่งผลต่อพละกำลังและสภาพจิตใจ ดังนั้นควรระวังเรื่องอาหาร รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีน้ำตาลต่ำ ระวังเรื่องคาเฟอีน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นกัน
6. นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้ลดความเครียดที่เกิดขึ้นในระหว่างวันได้ หากเราเหนื่อยร่างกายไม่สามารถทนต่อปัญหาหรือสิ่งที่มารบกวนเล็กๆน้อยๆได้ ปกติผู้ใหญ่ต้องการการนอน อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง ฝึกการนอนให้เป็นเวลา ฝึกการกำหนดลมหายใจ และเทคนิคการผ่อนคลายจะช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
7. หาคนช่วยงาน การมีภาระรับผิดชอบมากเกินไป ทำให้เกิดความเครียด หาผู้ช่วยเพื่อลดความเครียด และลดความรับผิดชอบลง


ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์ โดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ