วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กิน‘ส้มตำปูปลาร้า‘ หน้าร้อนต้องระวัง

โดย 
‘ส้มตำปูปลาร้า‘ กับเชื้อก่อโรค thaihealth
ส้มตำ อาหารไทยยอดนิยมที่ติด 1 ใน 50 ของอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกจากการสำรวจของเว็บไซต์ CNN go เมื่อปี 2554 ทำให้วันนี้ส้มตำเป็นเมนูที่ชาวต่างชาตินิยมรับประทานอย่างเป็นล่ำเป็นสัน อาจเพราะปัจจุบันพ่อค้าหันมาปรับรสชาติ และเพิ่มส่วนประกอบให้ทานง่ายขึ้น เช่น ส้มตำไข่เค็ม ส้มตำหมูย่าง ส้มตำไก่ย่าง เป็นต้น
แต่ก็ยังไม่สามารถแทนที่ส้มตำดั้งเดิมที่มีแค่ปู-ปลาร้าได้ ซึ่งจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับส่วนผสมและวัตถุดิบที่ใส่อย่างปูและปลาร้า ปลาร้าที่มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มเกินไป นำมาปรุงรสที่เป็นเคล็ดลับของแต่ละร้าน ต้มจนสุกจะได้น้ำปลาร้าปรุงสำเร็จ
ที่สำคัญ ต้องเป็นน้ำปลาร้าที่สะอาดและปลอดภัยจากเชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่อาจปนเปื้อนมากับวัตถุดิบที่ต้องสัมผัสกับมือผู้ปรุง ผู้ขาย ทั้งวัตถุดิบหลัก มะละกอ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ และผักที่เป็นเครื่องเคียง เช่น ผักบุ้ง กะหล่ำปลี
อาหารที่ต้องสัมผัสกับมือคนโดยไม่ผ่านความร้อนก่อนรับประทาน ต้องระวัง เพราะสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส เป็นเชื้อที่สามารถสร้างสารพิษที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ทนความร้อน
ฉะนั้น ผู้ที่ชื่นชอบส้มตำต้องระวังอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนเลยยกเว้นปลาร้าต้มสุก ถ้าร้านไหนไม่มีการต้มน้ำปลาร้าก็ให้หลีกเลี่ยง ไม่เช่นนั้นอาจต้องล้มหมอนนอนเสื่อกับโรคอาหารเป็นพิษได้ ซึ่งทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ
สถาบันอาหาร ได้ทำการสุ่มตัวอย่าง ส้มตำปู-ปลาร้า เพื่อวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเชื้อดังกล่าว ผลปรากฏว่ามี 1 ตัวอย่าง ที่พบเชื้อชนิดนี้ปนเปื้อน แต่ปริมาณที่พบยังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่กำหนดให้อาหารพร้อมบริโภคพบเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 100 ซีเอฟยู/กรัม
ขอแนะว่าหน้าร้อนอย่างนี้ไม่ควรใช้ชีวิตอย่างประมาท เลือกซื้อส้มตำจากร้านที่มั่นใจในเรื่องความสะอาด และใช้ปลาร้าต้มสุกจะดีกว่า


ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

สวีเดน` ดีที่สุด สำหรับ `วัยเกษียณ`

ภายในปี 2573 หนึ่งในสี่ของประชากรโลกราว 1.4 พันล้านคน ชาวยุโรปจะมีอายุ 60 ปี หรือมากกว่านั้น ในขณะที่ตัวเลขของชาวแอฟริกันจะอยู่ที่เพียงแค่ร้อยละ 6 เท่านั้น
สวีเดน คือประเทศที่น่าอยู่ที่สุดตาม 'ตัวชี้วัด' ขององค์กรการกุศลของประเทศอังกฤษอย่าง helpage international โดยระบุตัวชี้วัดไว้ 4 ตัว ได้แก่ ความมั่นคงทางรายได้ สุขภาพ การจ้างงานและการศึกษา รวมถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคม
ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเป็นประเทศร่ำรวยที่สามารถบรรลุตัวชี้วัดเหล่านี้ได้ อีกทั้ง ตัวชี้วัดทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศร่ำรวยในการพัฒนาประเทศโดยรวม เพราะในอนาคตประเทศร่ำรวยจะมีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุด
เมื่อเปรียบเทียบตัวชี้วัดกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีแล้ว พบว่า แม้ประเทศที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและทางสังคมที่คล้ายกัน แต่กลับมีประสบการณ์ในเรื่องผู้สูงอายุที่แตกต่างกัน โดยที่ประเทศเกาหลีใต้ได้คะแนนต่ำกว่าสเปนและอิตาลี ทั้งที่ระดับจีดีพีมีความเท่าเทียมกันกับสองประเทศ ขณะที่นิวซีแลนด์ได้คะแนนสูงเป็นสองเท่า
ในบางกรณีประเทศยากจนสามารถเป็นบทเรียนให้แก่ประเทศร่ำรวยได้ เช่น ผู้สูงอายุในประเทศศรีลังกา โบลิเวีย และมอริเชียส มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า กรีซ ตุรกี และรัสเซีย นอกจากนี้ ความแตกต่างของตัวเลขผู้สูงอายุในเชิงภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นด้วย กล่าวคือ ภายในปี 2573 หนึ่งในสี่ของชาวยุโรปจะมีอายุ 60 ปี หรือมากกว่า ในขณะที่ตัวเลขของชาวแอฟริกันจะอยู่ที่เพียงแค่ร้อยละ 6 เท่านั้น


ที่มา : http://www.economist.com/blogs/graphicdetail/2013/10/daily-chart

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฮ่องกงหนุนออกกำลังกายในที่ทำงาน

บริษัท อีตัน (eaton corporation) เป็นบริษัทข้ามชาติที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงาน ได้ริเริ่มแพ็คเกจการประกันสุขภาพ 2 อย่างแจกให้กับพนักงานตั้งแต่ปลายปี 2555
แบบแรกคือ แพ็คเกจสุขภาพมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ฮ่องกลง (ราว 40,360 บาท) ต่อปี โดยที่อีกแบบมีมูลค่า 5,000 ดอลลาร์ บวกกับอีก 5,000 ดอลลาร์ในแบบเครดิต เพื่อเข้าเป็นสมาชิกของยิมหรือใช้ในการท่องเที่ยว เพราะเห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อสนับสนุนลูกจ้างและพนักงานกว่า 100 ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพ
โดย eric kung ping-yin ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ human dynamic ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสุขภาพนานาชาติ กล่าวว่า บริษัทท้องถิ่นหลายแห่งกำลังใช้วิธีการทำงานเชิงรุก เพื่อส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน และเห็นว่า “บริษัทต่างๆ ควรจะลงทุนในโครงการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานดูแลสุขภาพ แทนที่จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่เกิดจากภาวะสุขภาพย่ำแย่ของพนักงานในอนาคต”
โครงการ ‘รู้ดัชนีมวลกายของคุณ’ (know your numbers) โด่งดังไปทั่วในภาคเอกชน ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงสถานะสุขภาพของพนักงาน แทนที่จะเป็นตัวเลขยอดขาย บริษัทต่างๆ กำลังสนับสนุนให้พนักงานของตนเข้าสู่การทดสอบร่างกายพื้นฐาน เพื่อให้มีการจัดเก็บประวัติสุขภาพของกำลังคน การประเมินผลความเสี่ยงด้านสุขภาพถูกสร้างขึ้นมา เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับไลฟ์ไตล์ของพนักงาน เช่น สูบบุหรี่วันละกี่มวน พฤติกรรมการกินอาหาร และที่มาของความเครียด
ตัวอย่างโครงการที่จูงใจให้พนักงานเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อสุขภาพ เช่น เมื่อปีที่แล้วมีการเปิดตัวการแข่งขันลดน้ำหนักระหว่างแผนก มีจำนวนพนักงานราว 180 เข้าร่วมโครงการ และลดขนาดรอบเอว นอกจากนี้ ยังมีการจับรางวัลประจำเดือน เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ยิ่งเดินและใช้บันไดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสในการจับรางวัลมากเท่านั้น
อีกแนวทางหนึ่งคือการใช้แรงจูงใจด้านลบ เช่น ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่อย่างมิชลิน ออกกฎว่าพนักงานต้องจ่ายเงินราว 7, 888 ดอลลาร์ฮ่องกงเพิ่มเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมประกันชีวิต หากมีรอบเอวมากกว่า 101.6 เซนติเมตร สำหรับผู้ชาย และ 88.6 เซนติเมตร สำหรับผู้หญิง ตัวอย่างอื่นๆ เช่น  ห้างสรรพสินค้า macy ปรับพนักงานที่สูบบุหรี่เป็นเงิน 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หากพวกเขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการเลิกสูบบุหรี่
ทางด้าน aon hewitt ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ว่าจ้างทั้งขนาดกลางและใหญ่ในสหรัฐอเมริกา พบว่า ร้อยละ 79 ของบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจ มีการสร้างแรงจูงใจในรูปแบบเงินสด เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเข้าร่วมการตรวจสุขภาพหรือโปรแกรมฟิตเนส ร้อยละ 58 มีแผนที่จะปรับเงินพนักงานที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และร้อยละ 5 ได้มีการนำเอามาตรการลงโทษนี้มาใช้แล้ว
องค์กรสาธารณกุศลในฮ่องกงอย่าง lok sin tong ได้เปิดตัวโปรแกรมเลิกสูบบุหรี่ที่เข้าถึงประชาชน ด้วยเงินทุนราว 4.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จากการสนับสนุนของสำนักงานควบคุมยาสูบ โดยทำการส่งเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาไปยังบริษัทต่างๆ เพื่อจัดให้ความช่วยเหลือในเรื่อง การสรรสร้างนโยบายต่างๆ เพื่อ สนับสนุนให้พนักงานลูกจ้างหยุดสูบบุหรี่ จนถึงปัจจุบันมีบริษัทท้องถิ่น 65 แห่งที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้
บางบริษัท เสนอรางวัลในรูปของเงินสด หรือเวลาพักร้อนที่ไม่ต้องโดนหักเงิน เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้  ส่วนบริษัทอื่น ๆ มีโปรแกรมเพื่อนช่วยเพื่อน (buddy programme) ที่จับคู่คนสูบบุหรี่กับคนไม่สูบบุหรี่ เข้าร่วมการรับคำปรึกษาพร้อมกันกับเพื่อนที่สูบบุหรี่ด้วย ครึ่งหนึ่งของบริษัทที่เข้าร่วมมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ งานขาย และ งานทำความสะอาด ซึ่งมีแนวโน้มที่มีพนักงานหลาย ๆ คนต้องทำงานกับสาธารณะ
ทั้งนี้ โฆษกของ lok sin tong กล่าวว่า “จากการทำโปรแกรมนี้ ปรากฏว่าบรรดาผู้ว่าจ้างสามารถมีอิทธิพลต่อพนักงานลูกจ้างมากกกว่าครอบครัวของพวกเขาเสียอีก เพราะว่าพนักงานลูกจ้างใส่ใจในสิ่งที่นายจ้างคิดเกี่ยวกับพวกเขา”

ที่มา : http://www.scmp.com/lifestyle/health/article/1321402/action-stations-office-fitness-initiatives-take-root-hong-kong

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรเมื่อหูดับ

ทำอย่างไรเมื่อหูดับ thaihealth
หลายคนคงเคยได้ยินและรู้จักโรคหูดับกันมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้เกิดจากอะไร มีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร มีรายละเอียดค่ะ
โรคหูดับฉับพลัน หมายถึง การได้ยินลดลงในทันที ซึ่งผู้ป่วยสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกตินั้น  อาจเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรงก็ได้  สาเหตุที่พบบ่อยคือ ขี้หูอุดตันหรือหูชั้นกลางอักเสบ และที่ไม่ทราบสาเหตุ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางหู หากมาพบแพทย์ภายใน 2 สัปดาห์หลังมีอาการ โอกาสที่หายจากโรคจะมีมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ชนิดไม่ทราบสาเหตุอาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เช่น มีอาการหวัดนำมาก่อน  การขาดเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในแบบเฉียบพลัน และมักพบผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ หรืออาจเป็นที่การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศอย่างรวดเร็ว เช่น ดำน้ำ รวมถึงการสัมผัสเสียงดังอย่างฉับพลัน
ฉะนั้นการหาสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจการได้ยิน และตรวจคลื่นสมองดูทางเดินเส้นประสาท เพื่อวินิจฉัยหาโรคที่มีผลต่อระบบหลอดเลือด เช่น เบาหวาน ไขมันสูง โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือเนื้องอกของเส้นประสาทหู แม้จะพบน้อยกว่า 1% ก็ตาม
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ สำหรับหูดับฉับพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบของประสาทหู ทั้งนี้ จะหายหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของประสาทหูเสื่อม และโรคประจำตัวของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยนอนพักในช่วงแรก และไม่ออกกำลังกายหักโหม
แต่ในรายที่ไม่สามารถฟื้นการได้ยินกลับมาเท่าหูข้างปกติ แพทย์จะให้ใส่เครื่องช่วยฟังเพื่อให้ได้ยินดีขึ้น  รวมถึงการควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในระดับปกติ เช่น เบาหวาน หรือความดัน ก็จะช่วยป้องกันให้อาการคงที่ได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น ได้แก่ หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการใช้เสียงดังมาก หรือการใช้หูฟัง หากเป็นโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ควรควบคุมโรคให้อยู่ในระดับปกติ และไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดมีพิษต่อประสาทหู รวมทั้งควรหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โอกาสที่จะเป็นก็น้อยลง


ที่มา : ASTVผู้จัดการรายวัน โดย ผศ.พญ.ศิริพร ลิมป์วิริยะกุล ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต