วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม่ล้างแอร์นาน เสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

ที่มา : เว็บไซต์สาธารณะสุข
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค แนะควรล้างแอร์เป็นประจำ เพราะหากได้รับเชื้อสะสมเป็นเวลานานอาจเสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

ไม่ล้างแอร์นาน เสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ thaihealth

แฟ้มภาพ
นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อน หลายคนต้องเปิดแอร์เพื่อคลายความร้อนในเวลากลางวันและกลางคืน อาทิ ที่ทำงาน ที่บ้าน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งอาจแฝงไปด้วยภัยร้าย เพราะในแอร์มีความชื้นทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา ซึ่งหากหายใจเอาฝอยละอองน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2แบบคือ แบบปอดอักเสบรุนแรง มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่าโรคลิเจียนแนร์ และแบบที่มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียกไข้ปอน ตีแอกหรือปอนเตียก
นายแพทย์วชิระ กล่าวต่อว่า แอร์แบบระบบรวม ควรเปิดน้ำทิ้งจากหอหล่อเย็นให้แห้งเมื่อไม่ได้ใช้       ทำความสะอาดขัดถูคราบไคลตะกอน เติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดหอหล่อเย็นอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน ไม่ให้มีตะไคร่เกาะ ทำลายเชื้อโดยใส่คลอรีนให้มีความเข้มข้น 10 ppm  (10 ส่วนในล้านส่วน) เข้าท่อที่ไปหอผึ่งเย็นให้ทั่วถึงทั้งระบบไม่น้อยกว่า 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นรักษาระดับคลอรีนให้ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 0.2 ppm (0.2 ส่วนในล้านส่วน) และแอร์ในห้องพักต้องทำความสะอาด ถาดรองน้ำที่หยดจากท่อคอยส์เย็นทุก 1-2 สัปดาห์ ไม่ให้มีตะไคร่เกาะหรือใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน
ตามมาตรฐานประกาศกรมอนามัย เรื่อง ข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลิจิโอเนลลาในหอผึ่งของอาคารในประเทศไทย และสำหรับแอร์ที่ใช้ตามบ้านเรือนเมื่อเปิดแอร์ควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากมีกลิ่น ในเบื้องต้นควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นไม่หาย ควรเรียกช่างเพื่อทำความสะอาดแบบเต็มระบบ
“ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแอร์ควรทำเป็นประจำ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน หากเป็นแผ่นกรองอากาศควรล้างด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้น้ำฉีดแรงๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่นให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรล้างแอร์แบบเต็มระบบอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เป็นประจำทุกวัน ควรล้างทำความสะอาดประมาณ 6เดือนต่อครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยลดเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คนวัยทำงานระวัง `เสพติดออนไลน์` ทำเครียด

ที่มา : www.matichon.co.th
คนวัยทำงานระวัง \'เสพติดออนไลน์\' ทำเครียด thaihealth
แฟ้มภาพ
จิตแพทย์เตือน ‘โรคเสพติดออนไลน์’ หนึ่งในข้อวินิจฉัยอาการจิตเวช คนวัยทำงาน
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้พบว่าประชากรในวัยทำงานมีปัญหาสุขภาพจิตกันมากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากปัญหาภัยแล้ง ความเครียดจากหนี้สิน และความรัก กันมากขึ้น ซึ่งอาการที่พบอันดับ 1 ได้แก่ วิตกกังวล และซึมเศร้า รองลงมาคือปัญหาติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ นำไปสู่ปัญหาทะเลาะวิวาทในสถานประกอบการ นอกจากนี้ยังพบเทรนด์ใหม่มีการเสพติดการพนันออนไลน์ เสพติดโซเชียลมีเดีย หรือโรคเสพติดพฤติกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียดในการทำงาน แต่หาทางออกไม่ได้เลยใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนเกิดการเสพติด สูญเสียความรับผิดชอบในการทำงาน เสียการรับผิดชอบในครอบครัว เป็นต้น
นพ.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า วิธีการสังเกตว่ามีปัญหาเสพติดสื่อหรือไม่นั้น ดูจากการใช้สื่อออนไลน์ติดต่อกันเป็นเวลานาน 3 ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพัก ซึ่งถือเป็นอาการเริ่มต้น แต่ถ้าจะดูว่ามีเป็นโรคหรือไม่นั้นดูจากการสูญเสียการทำหน้าที่ เช่น ไม่รับผิดชอบต่องาน ไม่ไปทำงาน หรือพ่อ แม่ ไม่ทำหน้าที่ในการดูแลบุตร อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องการเสพติดสื่อออนไลน์ถือเป็นปัญหามาก โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทยมักใช้ไปเพื่อความบันเทิงมากกว่า ทำให้องค์การอนามัยโลกเตรียมที่จะบรรจุเรื่องของการเสพติดสื่อออนไลน์ให้เป็น 1 ในคำวินิจฉัยทางจิตเวช คาดว่าจะประกาศอยู่ในระบบการวินิจฉัยใหม่ที่เป็นเกณฑ์ให้แต่ละประเทศใช้ได้ภายใน 1-2 ปีนี้ และหลังองค์การอนามัยโลกประกาศใช้แล้วกรมสุขภาพจิตก็จะมีการสำรวจปัญหาสุขภาพจิตแรงงานไทยอีกครั้งเพื่อระบุความรุนแรงโรคการเสพติดพฤติกรรม ว่าอยู่ในระดับใด
นพ.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า สุขภาพจิตในสถานประกอบการเป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้กรมสุขภาพจิตร่วมกับสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกันจัดทำโครงการความสุข 8 ประการ สร้างสุขด้วยสติ เน้นการสื่อสารภายในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ที่เริ่มมีปัญหาต้องรู้จัดการแผนชีวิต เช่น ออกกำลังกาย ฝึกการผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ ถ้าเป็นมากก็ต้องได้รับการปรึกษานักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป จะมีคลินิกสุขภาพจิตมีบุคลากรเหล่านี้ทุกแห่ง ส่วนโรงพยาบาลชุมชนก็มีเกือบจะครบทุกแห่งแล้ว.

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

แพทย์แนะวิธีสังเกต`น้ำส้มคั้นแท้`

ที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์
แพทย์แนะวิธีสังเกต\'น้ำส้มคั้นแท้\'  thaihealth
แฟ้มภาพ
แพทย์แนะวิธีสังเกตน้ำส้มคั้นแท้ เมื่อคั้นทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำจะแยกตัวเป็นชั้น ต้องมีเนื้อส้ม กลิ่นเปลือกส้ม กรมวิทย์ฯ เร่งตรวจสอบ หากพบเชื้อโรค เอาผิดเพิ่มข้อหาโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี
กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มวกเหล็ก เข้าจับกุมคู่ผัวเมียชาวเวียดนามสุดแสบ ลักลอบผสมน้ำส้มคั้นปลอมหลอกขายขวดละ 20 บาท ซึ่งทั้งคู่รับสารภาพว่าเป็นคนต่างด้าวจริง เข้ามาอยู่ประเทศไทยนานแล้ว และพาสปอร์ตหมดอายุอีกด้วย และขณะนี้รอผลตรวจจากกรมวิทย์ฯ ซึ่งอาจารย์จากจุฬาฯ ออกมาแนะซื้อที่คั้นสดๆ เห็นกากส้มปนอยู่ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วนั้น
ล่าสุด วันที่ 13 พ.ค. นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว พบชาวเวียดนามเป็นผู้ดำเนินการ 4 คน แบ่งเป็นแห่งละ 2 คน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาจำหน่ายอาหารปิดสนิทโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท พร้อมกันนี้ยังได้นำส่งตัวอย่างน้ำส้มของกลางให้กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบหาการปนเปื้อนของสารอื่นๆด้วย ซึ่งหากมีสิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่กฎหมายห้ามใช้ จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป
เช่นเดียวกับ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในกรณีนี้จะเห็นว่ามีความผิดหลายอย่าง ซึ่งอย. สามารถดำเนินการเอาผิดได้เลย คือ 1. สถานผลิตไม่ได้รับอนุญาต 2.ลักษณะการผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ โทษทั้งจำทั้งปรับ 3.มีการใช้ส่วนประกอบอื่นทำเทียมน้ำส้มคั้น โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับ 5,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 4.หากตรวจพบว่าในน้ำส้มมีเชื้อโรค โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่จะกล่าวโทษได้คือต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์ออกมาก่อน เบื้องต้นอยากให้ประชาชนยึดหลักการซื้ออาหาร เครื่องดื่มจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ รู้จักกันดีกับคนขาย ก็จะทำให้สามารถมั่นใจได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่ รศ.ดร.พรรัตน์ สินชัยพานิช หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในการเลือกซื้อน้ำส้มคั้นสดให้ได้ของจริงต้องเลือกร้านที่มีการคั้นสดๆ แต่บางครั้งพบว่าแม่ค้า พ่อค้าเพียงแค่คั้นผลน้ำส้มโชว์เท่านั้น แต่ตอนบรรจุใส่ขวดจะนำน้ำส้มที่มีการปรุงรสรอไว้ในภาชนะแล้วมาให้ลูกค้าแทน จึงต้องสังเกตให้ดีน้ำส้มคั้นแท้ต้องมีเนื้อส้มและกลิ่นของผิวเปลือกส้ม นอกจากนี้วิธีการสังเกตน้ำส้มคั้นแท้ เมื่อคั้นทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งน้ำจะแยกตัวเป็นชั้น

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เตือนระวัง กินทุเรียนในหน้าร้อน

ที่มา : MGR Online  
เตือนกินทุเรียนหน้าร้อนต้องระวัง thaihealth
แฟ้มภาพ
 
นักโภชนาการเตือนหน้าร้อนระวังการกินทุเรียน ชี้ให้พลังงาน น้ำตาล น้ำมันสูงปรี๊ด
นางกุลพร สุขุมาลตระกูล นักวิชาการโภชนาการชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แม้ทุเรียนจะมีสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร แต่ก็มีพวกกำมะถัน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้เมื่อกินทุเรียนร่างกาย จึงได้รับพลังงานสูง ช่วงอากาศร้อนเช่นนี้ การรับประทานทุเรียนจึงเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง ปัจจุบันมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ มีทุเรียนเป็นจุดขาย
ดังนั้น การกินทุเรียนให้มีสุขภาพดี จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่จะดูแลตนเองด้วย โดยเริ่มที่หากกินทุเรียนครึ่งเม็ดกลาง ร่างกายจะได้รับพลังงานประมาณ 200 กิโลแคลอรี เทียบกับกินข้าวยำปักษ์ใต้ 1 จาน หรือเท่ากับกินก๋วยเตี๋ยวปลาเส้นเล็กน้ำ 1 ชาม หรือเท่ากับข้าวราดแกงส้มผักรวม 1 จาน
นางกุลพร กล่าวว่า กรมอนามัยแนะนำให้ผู้ชายวัยทำงาน ไม่ควรกินน้ำตาลและน้ำมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้หญิงวัยทำงานไม่ควรกินน้ำตาล และน้ำมันเกินวันละ 4 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม หากกินทุเรียนหนึ่งเม็ดกลาง ก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาล 4 ช้อนชา และได้รับน้ำมันถึง 3 ช้อนชาแล้ว จึงไม่เหมาะสมที่ผู้บริโภคจะกินอาหารรสหวาน
สิ่งที่ควรทำ คือ เลือกอาหารที่ใช้วิธีการปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน กะทิ และไม่หวาน ควรลดอาหารกลุ่มข้าว แป้งลง และควรเดินเล่นประมาณ 30 นาที ส่วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้องกินให้น้อยที่สุด ส่วนผู้ป่วยโรคไตต้องห้ามกินเด็ดขาด เพราะทุเรียนจะมีโพแทสเซียมสูง ส่งผลให้ทวีความรุนแรงของไตได้