วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

แนะเลือกบริโภค `ไส้กรอก`

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
แนะเลือกบริโภค \\\'ไส้กรอก\\\' ก่อนซื้อ  thaihealth
แฟ้มภาพ
ไส้กรอก เป็นอาหารที่เกิดจากกรรมวิธีการถนอมอาหารที่มีพัฒนาการยาวนานหลายพันปี และปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไส้กรอกมีการพัฒนารูปแบบ รสชาติที่หลากหลายมากขึ้น 
จึงไม่น่าแปลกใจที่ไส้กรอกกลายเป็นอาหารที่ติดติดใจของผู้คนทุกเพศทุกวัยทั่วโลก กระบวนการผลิตไส้กรอกมีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย ผู้ผลิตรายใหญ่มีกระบวนการผลิตไส้กรอกที่ใช้คนเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตน้อยมาก ช่วยป้องกัน การปนเปื้อนที่เกิดจากกระบวนการผลิต รวมถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ที่ช่วยยืดอายุการเก็บไส้กรอกได้ยาวนานขึ้น ลดการใช้สารกันบูด ได้เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันผู้ประกอบการชั้นนำมีกระบวนการผลิตไส้กรอกที่ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับ ได้ตั้งแต่กระบวนการแรกจนถึงมือผู้บริโภค โดยนำเครื่องจักร ทันสมัยมาใช้แทนแรงงานคนตลอดกระบวนการผลิต เพื่อลดการ ปนเปื้อนและการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใส่สารป้องกันการเน่าเสียของอาหาร หรือสารกันบูดใดๆ ที่สำคัญในกระบวนการผลิตจะมีการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (0-12ฐC) ตลอดกระบวนการ จนถึง ขั้นตอนการจัดเก็บ จึงช่วยลดโอกาสการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้อีก ทางหนึ่ง ประกอบกับอายุการเก็บรักษา (shelf life) ของไส้กรอกที่วางขายตามห้างหรือท้องตลาดมีอายุการเก็บสั้น นั่นก็อาจจะเป็นเพราะไม่มีการเติมสารกันบูดลงไปในผลิตภัณฑ์
ด้าน ดร.ศิริมา พ่วงประพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอาหาร ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในกระบวนการผลิตไส้กรอกในปัจจุบัน ยังจำเป็นต้องใช้ สารไนไตรท์ และ ไนเตรต ถือว่ามีประโยชน์และมีความจำเป็น สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เนื่องจากเป็นสารที่ช่วยป้องกันไม่ให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย โดยจะยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic bacteria) ที่ก่อให้เกิดการเน่าบูดของอาหาร โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญอย่าง คลอสทริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) ที่สามารถสร้างสารพิษ (toxin) ที่เป็นพิษต่อระบบประสาท และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ที่สำคัญยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อคลอสทริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens) ซึ่งสร้างสารพิษที่เป็นสาเหตุของอาการอาหารเป็นพิษ (food poisoning) และลำไส้เล็กเกิดการอักเสบเฉียบพลันได้
ดังนั้น การใช้สารไนไตรท์และไนเตรตจึงยังคงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ เพื่อช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกันสารไนไตรท์และไนเตรตยังช่วยรักษาสีของเนื้อสัตว์ให้ดูสดใหม่ สีของเนื้อจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสีชมพูจนกลายเป็นซีดลงแม้ระยะเวลาการเก็บรักษาจะมากขึ้นก็ตาม
ในกระบวนการผลิตนั้นจะมีการใช้สารประกอบกลุ่มไนไตรท์และไนเตรตเติมลงไปเพื่อถนอมอาหารในปริมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด โดยจะใช้โซเดียมไนไตรท์ หรือเกลือไนไตรท์ในผลิตภัณฑ์เนื้อหมักไม่เกิน 125 มิลลิกรัมต่อ น้ำหนักผลิตภัณฑ์ 1 กิโลกรัม ส่วนโซเดียมไนเตรตหรือเกลือไนเตรตใช้ได้ไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักผลิตภัณฑ์ 1 กิโลกรัม ซึ่งไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายผู้บริโภค และทาง อย. ยังมีการสุ่มตรวจสอบ ปริมาณไนไตรท์ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอีกขั้นหนึ่งด้วย กระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้กำหนดให้สารไนไตรท์และไนเตรต เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่สามารถใช้เพื่อเป็นวัตถุกันเสียในการถนอมอาหาร ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน แหนม กุนเชียง เนื้อเค็ม ตามประกาศกระทรวงฉบับที่ 281 พ.ศ. 2547
ที่สำคัญผู้บริโภคควรเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์ไส้กรอก จากผู้ผลิตคุณภาพที่สามารถสอบย้อนกลับได้ เพราะในกระบวนการผลิตของโรงงานมาตรฐานส่วนใหญ่ ผู้ผลิตจะต้องเก็บตัวอย่างสินค้าในแต่ละครั้งของการผลิต (Lot.) ไว้เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับอยู่แล้ว และบนบรรจุภัณฑ์จะต้องระบุสถานที่ผลิต วันผลิต และวันหมดอายุอย่างชัดเจน ควรมีเครื่องหมายรับรอง เช่น อย. หรือ มอก. ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจ รับประทานไส้กรอกที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรรับประทานไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสม และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่ดี และห่างไกลโรค

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม่ล้างแอร์นาน เสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

ที่มา : เว็บไซต์สาธารณะสุข
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค แนะควรล้างแอร์เป็นประจำ เพราะหากได้รับเชื้อสะสมเป็นเวลานานอาจเสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

ไม่ล้างแอร์นาน เสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ thaihealth

แฟ้มภาพ
นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อน หลายคนต้องเปิดแอร์เพื่อคลายความร้อนในเวลากลางวันและกลางคืน อาทิ ที่ทำงาน ที่บ้าน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งอาจแฝงไปด้วยภัยร้าย เพราะในแอร์มีความชื้นทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา ซึ่งหากหายใจเอาฝอยละอองน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2แบบคือ แบบปอดอักเสบรุนแรง มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่าโรคลิเจียนแนร์ และแบบที่มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียกไข้ปอน ตีแอกหรือปอนเตียก
นายแพทย์วชิระ กล่าวต่อว่า แอร์แบบระบบรวม ควรเปิดน้ำทิ้งจากหอหล่อเย็นให้แห้งเมื่อไม่ได้ใช้       ทำความสะอาดขัดถูคราบไคลตะกอน เติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดหอหล่อเย็นอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน ไม่ให้มีตะไคร่เกาะ ทำลายเชื้อโดยใส่คลอรีนให้มีความเข้มข้น 10 ppm  (10 ส่วนในล้านส่วน) เข้าท่อที่ไปหอผึ่งเย็นให้ทั่วถึงทั้งระบบไม่น้อยกว่า 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นรักษาระดับคลอรีนให้ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 0.2 ppm (0.2 ส่วนในล้านส่วน) และแอร์ในห้องพักต้องทำความสะอาด ถาดรองน้ำที่หยดจากท่อคอยส์เย็นทุก 1-2 สัปดาห์ ไม่ให้มีตะไคร่เกาะหรือใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน
ตามมาตรฐานประกาศกรมอนามัย เรื่อง ข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลิจิโอเนลลาในหอผึ่งของอาคารในประเทศไทย และสำหรับแอร์ที่ใช้ตามบ้านเรือนเมื่อเปิดแอร์ควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากมีกลิ่น ในเบื้องต้นควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นไม่หาย ควรเรียกช่างเพื่อทำความสะอาดแบบเต็มระบบ
“ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแอร์ควรทำเป็นประจำ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน หากเป็นแผ่นกรองอากาศควรล้างด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้น้ำฉีดแรงๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่นให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรล้างแอร์แบบเต็มระบบอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เป็นประจำทุกวัน ควรล้างทำความสะอาดประมาณ 6เดือนต่อครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยลดเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คนวัยทำงานระวัง `เสพติดออนไลน์` ทำเครียด

ที่มา : www.matichon.co.th
คนวัยทำงานระวัง \'เสพติดออนไลน์\' ทำเครียด thaihealth
แฟ้มภาพ
จิตแพทย์เตือน ‘โรคเสพติดออนไลน์’ หนึ่งในข้อวินิจฉัยอาการจิตเวช คนวัยทำงาน
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้พบว่าประชากรในวัยทำงานมีปัญหาสุขภาพจิตกันมากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากปัญหาภัยแล้ง ความเครียดจากหนี้สิน และความรัก กันมากขึ้น ซึ่งอาการที่พบอันดับ 1 ได้แก่ วิตกกังวล และซึมเศร้า รองลงมาคือปัญหาติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ นำไปสู่ปัญหาทะเลาะวิวาทในสถานประกอบการ นอกจากนี้ยังพบเทรนด์ใหม่มีการเสพติดการพนันออนไลน์ เสพติดโซเชียลมีเดีย หรือโรคเสพติดพฤติกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียดในการทำงาน แต่หาทางออกไม่ได้เลยใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนเกิดการเสพติด สูญเสียความรับผิดชอบในการทำงาน เสียการรับผิดชอบในครอบครัว เป็นต้น
นพ.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า วิธีการสังเกตว่ามีปัญหาเสพติดสื่อหรือไม่นั้น ดูจากการใช้สื่อออนไลน์ติดต่อกันเป็นเวลานาน 3 ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพัก ซึ่งถือเป็นอาการเริ่มต้น แต่ถ้าจะดูว่ามีเป็นโรคหรือไม่นั้นดูจากการสูญเสียการทำหน้าที่ เช่น ไม่รับผิดชอบต่องาน ไม่ไปทำงาน หรือพ่อ แม่ ไม่ทำหน้าที่ในการดูแลบุตร อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องการเสพติดสื่อออนไลน์ถือเป็นปัญหามาก โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทยมักใช้ไปเพื่อความบันเทิงมากกว่า ทำให้องค์การอนามัยโลกเตรียมที่จะบรรจุเรื่องของการเสพติดสื่อออนไลน์ให้เป็น 1 ในคำวินิจฉัยทางจิตเวช คาดว่าจะประกาศอยู่ในระบบการวินิจฉัยใหม่ที่เป็นเกณฑ์ให้แต่ละประเทศใช้ได้ภายใน 1-2 ปีนี้ และหลังองค์การอนามัยโลกประกาศใช้แล้วกรมสุขภาพจิตก็จะมีการสำรวจปัญหาสุขภาพจิตแรงงานไทยอีกครั้งเพื่อระบุความรุนแรงโรคการเสพติดพฤติกรรม ว่าอยู่ในระดับใด
นพ.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า สุขภาพจิตในสถานประกอบการเป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้กรมสุขภาพจิตร่วมกับสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกันจัดทำโครงการความสุข 8 ประการ สร้างสุขด้วยสติ เน้นการสื่อสารภายในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ที่เริ่มมีปัญหาต้องรู้จัดการแผนชีวิต เช่น ออกกำลังกาย ฝึกการผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ ถ้าเป็นมากก็ต้องได้รับการปรึกษานักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป จะมีคลินิกสุขภาพจิตมีบุคลากรเหล่านี้ทุกแห่ง ส่วนโรงพยาบาลชุมชนก็มีเกือบจะครบทุกแห่งแล้ว.

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

แพทย์แนะวิธีสังเกต`น้ำส้มคั้นแท้`

ที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์
แพทย์แนะวิธีสังเกต\'น้ำส้มคั้นแท้\'  thaihealth
แฟ้มภาพ
แพทย์แนะวิธีสังเกตน้ำส้มคั้นแท้ เมื่อคั้นทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำจะแยกตัวเป็นชั้น ต้องมีเนื้อส้ม กลิ่นเปลือกส้ม กรมวิทย์ฯ เร่งตรวจสอบ หากพบเชื้อโรค เอาผิดเพิ่มข้อหาโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี
กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มวกเหล็ก เข้าจับกุมคู่ผัวเมียชาวเวียดนามสุดแสบ ลักลอบผสมน้ำส้มคั้นปลอมหลอกขายขวดละ 20 บาท ซึ่งทั้งคู่รับสารภาพว่าเป็นคนต่างด้าวจริง เข้ามาอยู่ประเทศไทยนานแล้ว และพาสปอร์ตหมดอายุอีกด้วย และขณะนี้รอผลตรวจจากกรมวิทย์ฯ ซึ่งอาจารย์จากจุฬาฯ ออกมาแนะซื้อที่คั้นสดๆ เห็นกากส้มปนอยู่ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วนั้น
ล่าสุด วันที่ 13 พ.ค. นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว พบชาวเวียดนามเป็นผู้ดำเนินการ 4 คน แบ่งเป็นแห่งละ 2 คน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาจำหน่ายอาหารปิดสนิทโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท พร้อมกันนี้ยังได้นำส่งตัวอย่างน้ำส้มของกลางให้กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบหาการปนเปื้อนของสารอื่นๆด้วย ซึ่งหากมีสิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่กฎหมายห้ามใช้ จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป
เช่นเดียวกับ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในกรณีนี้จะเห็นว่ามีความผิดหลายอย่าง ซึ่งอย. สามารถดำเนินการเอาผิดได้เลย คือ 1. สถานผลิตไม่ได้รับอนุญาต 2.ลักษณะการผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ โทษทั้งจำทั้งปรับ 3.มีการใช้ส่วนประกอบอื่นทำเทียมน้ำส้มคั้น โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับ 5,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 4.หากตรวจพบว่าในน้ำส้มมีเชื้อโรค โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่จะกล่าวโทษได้คือต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์ออกมาก่อน เบื้องต้นอยากให้ประชาชนยึดหลักการซื้ออาหาร เครื่องดื่มจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ รู้จักกันดีกับคนขาย ก็จะทำให้สามารถมั่นใจได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่ รศ.ดร.พรรัตน์ สินชัยพานิช หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในการเลือกซื้อน้ำส้มคั้นสดให้ได้ของจริงต้องเลือกร้านที่มีการคั้นสดๆ แต่บางครั้งพบว่าแม่ค้า พ่อค้าเพียงแค่คั้นผลน้ำส้มโชว์เท่านั้น แต่ตอนบรรจุใส่ขวดจะนำน้ำส้มที่มีการปรุงรสรอไว้ในภาชนะแล้วมาให้ลูกค้าแทน จึงต้องสังเกตให้ดีน้ำส้มคั้นแท้ต้องมีเนื้อส้มและกลิ่นของผิวเปลือกส้ม นอกจากนี้วิธีการสังเกตน้ำส้มคั้นแท้ เมื่อคั้นทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งน้ำจะแยกตัวเป็นชั้น