วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อันตรายจากการนอนไม่หลับ

อันตรายจากการนอนไม่หลับ

อันตรายจากการนอนไม่หลับ thaihealth
แฟ้มภาพ
          คนเราเมื่อได้เวลานอน หัวถึงหมอน ภายใน 30 นาที เราจะเข้าสู่ภวังค์ของการนอนหลับ แต่ถ้าใครต้องใช้เวลากว่าจะหลับบนเตียงนอนมากกว่า 30 นาที ขึ้นไป บ่อยครั้ง ถี่ เกินกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ จะถือว่าผิดปกติ เข้าข่ายที่หมอจะวินิจฉัยได้ว่าเป็น โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia
          จากการรวบรวมสถิติโดย รศ.นพ.จักร กฤษณ์ สุขยิ่ง ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า คนไทยมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับถึง 1 ใน 3 โดยผู้สูงอายุจะมีปัญหานี้เพิ่มขึ้น ตามวัยที่มากขึ้น บางคนใช้เวลานานกว่าจะหลับ บางคนตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วไม่สามารถหลับต่ออีกได้ บางคนตื่นเช้าเกินไป ตื่นมาตั้งแต่ ตี 3 ตี 4 แล้วไม่กลับไปนอนต่อ
          คนที่นอนไม่หลับ แล้วหลับไม่พอเหล่านี้ ตื่นขึ้นมาจะไม่สดใส รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วง หมดเรี่ยวแรง ไม่มีพละกำลัง เวลาคิดอะไร มักจะคิดไม่ออก ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ฉุนเฉียว หาเรื่องทะเลาะกับคนรอบข้าง ทำงานผิดพลาดบ่อยๆ ตัดสินปัญหาเฉพาะหน้าไม่เหมาะสม สร้างปัญหาให้กับครอบครัว คนรอบข้าง และ ที่ทำงาน บางคนพอถึงเวลานอน ก็จะกังวลมาก กลัวว่าเข้านอน หัวถึงหมอนแล้วแต่ตาค้าง นอนไม่หลับ อิจฉาคนข้างเคียงว่าหลับสบาย แต่ตัวเองกลับไม่หลับ กลายเป็นโรควิตกจริต ไม่กล้าเข้านอนไปเลยก็มี
          ถ้าโชคดี มีปัญหานอนไม่หลับในระยะเวลาสั้นๆ คือน้อยกว่า 3 เดือน มักจะเกิดจากความตื่นเต้น ความเครียด เช่น เปลี่ยนงาน เครียดเตรียมตัวสอบ เป็นต้น เมื่อสถานการณ์ นั้นๆ ลดความตึงเครียดลง ก็มักจะกลับมานอนได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นมานาน ทางแพทย์ให้มากกว่า 3 เดือน ถือว่าเป็นโรคนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง อาจเกิดจากโรคทางกาย เช่น เป็นหวัดภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ข้ออักเสบ พาร์กินสัน ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดกระดูก ขา กระตุก ภาวะนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เป็นต้น และอาจเกิดจากโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ยิ่งทำให้โรคนอนไม่หลับรุนแรงมากขึ้นไปอีก
          นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ช่วงแรกๆ จะทำให้รู้สึกว่าหลับง่ายขึ้น แต่พอหลับไปกลางดึกสมองกลับตื่นตัวมากขึ้น อาจตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่หลับต่อ การดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน จะไปกระตุ้นสมองทำให้นอนไม่หลับเช่นเดียวกัน
          อีกอย่างคือการกินอาหารจนแน่นท้อง โดยเฉพาะมื้อเย็น หรือมื้อค่ำ ทำให้อึดอัด มีกรดไหลย้อน ยิ่งเป็นอาหารรสจัดด้วย จะทำให้รู้สึกแสบท้อง แล้วนอนไม่หลับ
          โดยทั่วไป ถ้าเรามีอาการเข้าข่ายของโรคนอนไม่หลับ ให้มองรอบๆ ตัวเอง แล้วคิดวิเคราะห์ก่อนว่าสาเหตุของโรคนอนไม่หลับของเรานั้นเกิดจากอะไร ให้แก้ที่สาเหตุที่เกี่ยวข้องก่อน พร้อมกันนี้ให้ปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดี ของการนอนหลับ (Sleep Hygiene) 5 ข้อ ที่สมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รวบรวมไว้ โดยดัดแปลงจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหลับในสหรัฐฯ ดังนี้
1. เข้านอน ตื่นเช้า ให้เป็นเวลา
2. ออกกำลังกายเป็นประจำ ห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
3. ห้องนอนควรมืด เงียบ อุณหภูมิพอเหมาะ และมีการถ่ายเทอากาศได้ดี
4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
5. ไม่ควรดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ หรือใช้อุปกรณ์สื่อสารในห้องนอน
เพียง 5 ข้อแค่นี้ ถ้าทำได้ ท่านจะนอนหลับได้สนิท เพื่อชีวิตเป็นสุขและเพื่อ..สุขภาพที่แข็งแรง

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559


"ไส้กรอก" ตวงขายตามน้ำหนัก เสี่ยงไม่ปลอดภัย

นายอินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันอาหารประเภทไส้กรอกได้รับความนิยมสูง เพราะรับประทานง่าย และราคาไม่แพงนัก อย่างไรก็ตาม มักจะมีคำถามมากมายในเรื่องการรับประทานไส้กรอกว่า มีส่วนผสมอะไรบ้าง รับประทานแล้วปลอดภัยต่อสุขภาพหรือไม่ และควรเลือกรับประทานไส้กรอกชนิดใดจึงจะปลอดภัย
ซึ่งจากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์ไส้กรอกในประเทศไทยพบว่า จุดแรกของการเลือกซื้อไส้กรอกมารับประทาน จะต้องดูจากบรรจุภัณฑ์ว่าได้รับมาตรฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือไม่ ที่สำคัญต้องระมัดระวังไส้กรอกที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด โดยเฉพาะไส้กรอกที่ตวงขายตามน้ำหนัก เพราะไม่มีฉลากบอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ควรเลือกซื้อไส้กรอกที่บรรจุถุง หรือในบรรจุภัณฑ์ที่มีฉลากบอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และการรับรองจาก อย.
นายอินทาวุธกล่าวอีกว่า สำหรับส่วนประกอบของไส้กรอกที่มีข้อกังวลว่า จะส่งผลต่อสุขภาพหรือไม่ อย่างสารไนเตรทและไนไตรท์ ซึ่งจะทำให้ไส้กรอกมีสีชมพู มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะ รวมทั้งยังช่วยป้องกันการเติบโตของจุลินทรีย์ ที่จะสร้างสารโบทูลินัม ทอกซิน หรือที่เรียกกันว่าโบท็อกซ์ ถ้าผู้บริโภครับประทานในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้อวัยวะภายในเกิดอัมพาตชั่วคราวได้
ดังนั้น การเลือกซื้อไส้กรอกผู้บริโภคควรสังเกตจากสีของไส้กรอก โดยเลือกสีที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด ขณะที่บรรจุภัณฑ์ต้องปิดมิดชิด มีเครื่องหมาย อย. วันหมดอายุอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขมีกฎหมายควบคุมการเติมสารกลุ่มไนเตรทและไนไตรท์ในปริมาณเล็กน้อย เพียงพอที่จะป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าว หากเลือกซื้อไส้กรอกที่ได้มาตรฐานก็จะสร้างความมั่นใจได้ว่า ปลอดภัยในการบริโภค
ผู้สื่อข่าวถามว่า เด็กคนที่อยู่ระหว่างลดน้ำหนัก และผู้ป่วยควรบริโภคไส้กรอกหรือไม่ นายอินทาวุธกล่าวว่า ไส้กรอกคือ อาหารโปรตีนชนิดหนึ่ง มีส่วนประกอบ คือ เกลือ ไขมัน ซึ่งเด็กรับประทานได้ แต่หลักการรับประทานอาหารต้องไม่ทานอาหารชนิดเดียวกันซ้ำกันนานเกินไป ส่วนผู้ที่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนัก ต้องพิจารณาจากปริมาณพลังงานจากอาหาร แต่ละอย่างที่รับประทานแต่ละวัน เช่น หากรับประทานไส้กรอกแล้ว ยังรับประทานข้าว หรือแป้งชนิดอื่นๆ เข้าไปอีก ก็อาจน้ำหนักขึ้นได้ ส่วนผู้ป่วยขึ้นอยู่กับป่วยเป็นโรคอะไร และแพทย์ให้จำกัดอาหารชนิดใดเป็นต้น

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

แนะเลือกบริโภค `ไส้กรอก`

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
แนะเลือกบริโภค \\\'ไส้กรอก\\\' ก่อนซื้อ  thaihealth
แฟ้มภาพ
ไส้กรอก เป็นอาหารที่เกิดจากกรรมวิธีการถนอมอาหารที่มีพัฒนาการยาวนานหลายพันปี และปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไส้กรอกมีการพัฒนารูปแบบ รสชาติที่หลากหลายมากขึ้น 
จึงไม่น่าแปลกใจที่ไส้กรอกกลายเป็นอาหารที่ติดติดใจของผู้คนทุกเพศทุกวัยทั่วโลก กระบวนการผลิตไส้กรอกมีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย ผู้ผลิตรายใหญ่มีกระบวนการผลิตไส้กรอกที่ใช้คนเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตน้อยมาก ช่วยป้องกัน การปนเปื้อนที่เกิดจากกระบวนการผลิต รวมถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ที่ช่วยยืดอายุการเก็บไส้กรอกได้ยาวนานขึ้น ลดการใช้สารกันบูด ได้เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันผู้ประกอบการชั้นนำมีกระบวนการผลิตไส้กรอกที่ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับ ได้ตั้งแต่กระบวนการแรกจนถึงมือผู้บริโภค โดยนำเครื่องจักร ทันสมัยมาใช้แทนแรงงานคนตลอดกระบวนการผลิต เพื่อลดการ ปนเปื้อนและการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใส่สารป้องกันการเน่าเสียของอาหาร หรือสารกันบูดใดๆ ที่สำคัญในกระบวนการผลิตจะมีการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (0-12ฐC) ตลอดกระบวนการ จนถึง ขั้นตอนการจัดเก็บ จึงช่วยลดโอกาสการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้อีก ทางหนึ่ง ประกอบกับอายุการเก็บรักษา (shelf life) ของไส้กรอกที่วางขายตามห้างหรือท้องตลาดมีอายุการเก็บสั้น นั่นก็อาจจะเป็นเพราะไม่มีการเติมสารกันบูดลงไปในผลิตภัณฑ์
ด้าน ดร.ศิริมา พ่วงประพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอาหาร ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในกระบวนการผลิตไส้กรอกในปัจจุบัน ยังจำเป็นต้องใช้ สารไนไตรท์ และ ไนเตรต ถือว่ามีประโยชน์และมีความจำเป็น สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เนื่องจากเป็นสารที่ช่วยป้องกันไม่ให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย โดยจะยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic bacteria) ที่ก่อให้เกิดการเน่าบูดของอาหาร โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญอย่าง คลอสทริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) ที่สามารถสร้างสารพิษ (toxin) ที่เป็นพิษต่อระบบประสาท และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ที่สำคัญยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อคลอสทริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens) ซึ่งสร้างสารพิษที่เป็นสาเหตุของอาการอาหารเป็นพิษ (food poisoning) และลำไส้เล็กเกิดการอักเสบเฉียบพลันได้
ดังนั้น การใช้สารไนไตรท์และไนเตรตจึงยังคงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ เพื่อช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกันสารไนไตรท์และไนเตรตยังช่วยรักษาสีของเนื้อสัตว์ให้ดูสดใหม่ สีของเนื้อจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสีชมพูจนกลายเป็นซีดลงแม้ระยะเวลาการเก็บรักษาจะมากขึ้นก็ตาม
ในกระบวนการผลิตนั้นจะมีการใช้สารประกอบกลุ่มไนไตรท์และไนเตรตเติมลงไปเพื่อถนอมอาหารในปริมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด โดยจะใช้โซเดียมไนไตรท์ หรือเกลือไนไตรท์ในผลิตภัณฑ์เนื้อหมักไม่เกิน 125 มิลลิกรัมต่อ น้ำหนักผลิตภัณฑ์ 1 กิโลกรัม ส่วนโซเดียมไนเตรตหรือเกลือไนเตรตใช้ได้ไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักผลิตภัณฑ์ 1 กิโลกรัม ซึ่งไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายผู้บริโภค และทาง อย. ยังมีการสุ่มตรวจสอบ ปริมาณไนไตรท์ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอีกขั้นหนึ่งด้วย กระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้กำหนดให้สารไนไตรท์และไนเตรต เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่สามารถใช้เพื่อเป็นวัตถุกันเสียในการถนอมอาหาร ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน แหนม กุนเชียง เนื้อเค็ม ตามประกาศกระทรวงฉบับที่ 281 พ.ศ. 2547
ที่สำคัญผู้บริโภคควรเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์ไส้กรอก จากผู้ผลิตคุณภาพที่สามารถสอบย้อนกลับได้ เพราะในกระบวนการผลิตของโรงงานมาตรฐานส่วนใหญ่ ผู้ผลิตจะต้องเก็บตัวอย่างสินค้าในแต่ละครั้งของการผลิต (Lot.) ไว้เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับอยู่แล้ว และบนบรรจุภัณฑ์จะต้องระบุสถานที่ผลิต วันผลิต และวันหมดอายุอย่างชัดเจน ควรมีเครื่องหมายรับรอง เช่น อย. หรือ มอก. ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจ รับประทานไส้กรอกที่ปลอดภัย และมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรรับประทานไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสม และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่ดี และห่างไกลโรค

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม่ล้างแอร์นาน เสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

ที่มา : เว็บไซต์สาธารณะสุข
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยแอร์มีความชื้น ทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค แนะควรล้างแอร์เป็นประจำ เพราะหากได้รับเชื้อสะสมเป็นเวลานานอาจเสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ

ไม่ล้างแอร์นาน เสี่ยงเกิดโรคปอดอักเสบ thaihealth

แฟ้มภาพ
นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อน หลายคนต้องเปิดแอร์เพื่อคลายความร้อนในเวลากลางวันและกลางคืน อาทิ ที่ทำงาน ที่บ้าน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งอาจแฝงไปด้วยภัยร้าย เพราะในแอร์มีความชื้นทั้งตัวแอร์และท่อของแอร์ที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา ซึ่งหากหายใจเอาฝอยละอองน้ำที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2แบบคือ แบบปอดอักเสบรุนแรง มีไข้สูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่าโรคลิเจียนแนร์ และแบบที่มีลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ เรียกไข้ปอน ตีแอกหรือปอนเตียก
นายแพทย์วชิระ กล่าวต่อว่า แอร์แบบระบบรวม ควรเปิดน้ำทิ้งจากหอหล่อเย็นให้แห้งเมื่อไม่ได้ใช้       ทำความสะอาดขัดถูคราบไคลตะกอน เติมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อรา และทำความสะอาดหอหล่อเย็นอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน ไม่ให้มีตะไคร่เกาะ ทำลายเชื้อโดยใส่คลอรีนให้มีความเข้มข้น 10 ppm  (10 ส่วนในล้านส่วน) เข้าท่อที่ไปหอผึ่งเย็นให้ทั่วถึงทั้งระบบไม่น้อยกว่า 3-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นรักษาระดับคลอรีนให้ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 0.2 ppm (0.2 ส่วนในล้านส่วน) และแอร์ในห้องพักต้องทำความสะอาด ถาดรองน้ำที่หยดจากท่อคอยส์เย็นทุก 1-2 สัปดาห์ ไม่ให้มีตะไคร่เกาะหรือใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน
ตามมาตรฐานประกาศกรมอนามัย เรื่อง ข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลิจิโอเนลลาในหอผึ่งของอาคารในประเทศไทย และสำหรับแอร์ที่ใช้ตามบ้านเรือนเมื่อเปิดแอร์ควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากมีกลิ่น ในเบื้องต้นควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นไม่หาย ควรเรียกช่างเพื่อทำความสะอาดแบบเต็มระบบ
“ทั้งนี้ การล้างทำความสะอาดแอร์ควรทำเป็นประจำ โดยดูตามความเหมาะสมจากสภาพแวดล้อมและการใช้งาน หากเป็นแผ่นกรองอากาศควรล้างด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้น้ำฉีดแรงๆ ที่ด้านหลัง ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่นให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรล้างแอร์แบบเต็มระบบอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน แต่หากใช้เป็นประจำทุกวัน ควรล้างทำความสะอาดประมาณ 6เดือนต่อครั้ง เพราะนอกจากจะช่วยลดเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด