วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีดูแลตัวเองไข้เลือดออก สำคัญที่สุดคือช่วงไข้ลด

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะวิธีดูแลตนเองหลังการเป็นไข้เลือดออก เช่น เช็ดตัวช่วยลดไข้เป็นระยะๆ ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ คอยสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเสมอ ช่วงสำคัญคือช่วงที่ไข้ลดลงประมาณวันที่ 3-4 แต่ผู้ป่วยซึมลง กินและดื่มไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดอาการช็อก ต้องรีบนำผู้ป่วยกลับไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรักษาให้ทันท่วงที
วันที่ 12 กรกฎาคม 56 นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มี ความห่วงใยสถานการณ์โรคไข้เลือดออกที่มีผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมา 3 เท่าตัว ซึ่งปัญหามีความรุนแรงมากกว่าเดิม จึงให้ความสำคัญกับโรคไข้เลือดออกเป็นลำดับต้น ซึ่งการควบคุมแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกให้ได้ผลดีที่สุด ต้องใช้ 2 มาตรการควบคู่กัน คือ 1.การดูแลรักษาผู้ป่วย ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดจุดตรวจคัดกรอง รักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเป็นการเฉพาะในโรงพยาบาลทุกแห่ง และ 2.การลดจำนวนยุงลาย ตัวการแพร่เชื้อโรคไข้เลือดออก เพื่อลดจำนวนผู้ป่วย ซึ่งได้ผลดีมากถ้าทำจริงจังต่อเนื่องทุกๆ 7 วัน
สำหรับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 9 กรกฎาคม 2556 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 67,889 ราย เสียชีวิต 71 ราย โดยมีผู้ป่วยสูงกว่าปีที่แล้ว 3.2 เท่า กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือ 15-24 ปี (ร้อยละ 28.91) ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนักเรียน (ร้อยละ 51.60) และกลุ่มอายุที่พบเสียชีวิตสูงสุด คือ 15-24 ปี (ร้อยละ 28.17) ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนักเรียน (ร้อยละ 47.89) เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้ปริมาณยุงลายเพิ่มมากขึ้น เกิดจากฝนตกบ่อย และจำนวนแหล่งเพาะพันธุ์ที่เป็นภาชนะมีมากขึ้นทุกวัน เช่น กล่องโฟม ยางรถเก่า จานรองกระถางต้นไม้ เป็นต้น
กระทรวงสาธารณสุข จึงได้มอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำในชุมชน ครู นักเรียนและประชาชน ร่วมมือกันทำ 5ป 1ข ได้แก่ ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำทุกชนิด เปลี่ยนน้ำทุกๆ 7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะกักเก็บน้ำ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ปฏิบัติเป็นประจำให้เป็นนิสัย และ 1ข คือ ขัดภาชนะที่อาจมีคราบไข่ยุงเกาะอยู่ รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วยการนอนในมุ้งและ ทายากันยุง และการค้นหาผู้ป่วยโดยเร็ว เพราะหากผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกและได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ อย่างถูกต้อง จะลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้
ด้าน ดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไข้เลือดอก ทำให้เสียชีวิตได้ หากละเลยต่อการรักษา จากข้อมูลพบว่ากลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเป็นเด็กวัย รุ่นอายุ 15-24 ปีมากที่สุด ส่วนช่วงอายุในวัยเรียนรวมกันจะพบมากกว่าร้อยละ 60 แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันมีการระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะนักเรียนไปจนถึงวัยทำงาน ซึ่งมีสัดส่วนการระบาดที่เพิ่มขึ้นมากกว่าอดีตที่ผ่านมา
อาการหรือสัญญาณอันตรายของไข้เลือดออก ได้แก่ ไข้สูงลอยเกิน 2 วัน อาเจียน เบื่ออาหาร กินยาแล้วไข้ไม่ลดลงภายใน 1-2 วัน ถ้ามีอาการใดอาการหนึ่งให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาให้ทันท่วงที เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นไข้เลือดออกในระยะแรกแล้ว มักให้ผู้ป่วยกลับมารักษาตัวที่บ้าน ซึ่งผู้ดูแลก็สามารถใช้วิธีปฏิบัติง่ายๆ คือ การเช็ดตัวให้ผู้ป่วยไม่ให้ตัวร้อนจัด รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่ทำให้ร่างกายสดชื่น เช่น น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ และพักผ่อนมากๆ และที่สำคัญต้องคอยเฝ้าสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอยู่เสมอ
โดยเฉพาะช่วงที่ไข้ลดลงประมาณวันที่ 3-4 ถ้าผู้ป่วยฟื้นไข้ สดชื่น วิ่งเล่นได้ แสดงว่าหายป่วย และปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออกแล้ว แต่ถ้าพบว่าผู้ป่วยซึมลง อ่อนเพลียมาก กินและดื่มไม่ได้ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปวดท้องกะทันหัน หรืออาเจียนเป็นเลือด แสดงว่าเข้าสู่ภาวะช็อก ต้องรีบนำผู้ป่วยกลับไปพบแพทย์อีกครั้งโดยเร็วที่สุด
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเน้นว่า สำหรับโรคไข้เลือดออก ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษาเฉพาะ เมื่อป่วยแล้วแพทย์จะรักษาตามอาการ ซึ่งช่วงที่อันตรายของโรค คือ ช่วงที่ไข้ลดลง เนื่องจากเป็นช่วงที่เข้าสู่ระยะช็อก ซึ่งหากรักษาไม่ทันจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายใน 1 วันได้ และพบว่าผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เนื่องมาจากมาพบแพทย์ช้าเกินไปในช่วง ที่ไข้ลดแล้วช็อกนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อป่วยเป็นไข้สูงเกิน 2 วัน อย่านิ่งนอนใจรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 
link http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/35528

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไส้กรอกวันละชิ้นเสี่ยงมะเร็ง!


นักวิจัยพบ พฤติกรรมการรับประทานผลิตภัณฑ์เนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับอ่อนได้
โดยงานวิจัยครั้งนี้ส่งตรงจากสวีเดน เมื่อมีการศึกษาพบว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปเพียงวันละ 50 กรัมต่อวันก็เพิ่มความเสี่ยงได้ถึง 19เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปริมาณ 50 กรัมนั้นเทียบเท่ากับปริมาณของแฮมสไลด์บาง ๆ 1 ชิ้น หรือไส้กรอก 1 ชิ้น หรือเบคอนสไลด์บาง 1 ชิ้นเท่านั้น
ส่วนการรับประทานเนื้อแดง เช่น เนื้อสเต็ก หรือเนื้อติดกระดูกนั้นก็เพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งให้กับผู้ชายด้วย เหมือนกัน ไม่เพียงเท่านั้น หากเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเนื้อสัตว์ชนิด "รมควัน" แล้วล่ะก็ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับอ่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 74 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร The British Journal of Cancer ซึ่งเป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนราว 6,000 รายเลยทีเดียว
นอกจากนั้นยังมีหลักฐานที่ชี้ว่า การรับประทานเนื้อแดง และเนื้อแปรรูปนั้นอาจเป็นตัวการของมะเร็งลำไส้อีกด้วย
เจ้าของงานวิจัย ศาสตราจารย์ซูซานนา ลาร์สสัน แห่งสถาบัน Karolinska ในสต็อกโฮล์มกล่าวว่า "อัตราการรอดชีวิตจากมะเร็งตับอ่อนนั้นต่ำมาก ดังนั้น การทำความเข้าใจ และการตระหนักว่าความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้มาจากสิ่งใดบ้างคือเรื่องสำคัญ"
ทั้งนี้ รายงานจากไซแอนทิฟิกอเมริกันระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนส่วนใหญ่ประมาณ 53% จะได้รับการวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นโรคนี้ก็เมื่อมะเร็งได้ลามไปมากแล้ว ในจำนวนนี้อัตรารอดชีวิตต่ำมาก ซึ่งมีเพียง 1.8% ของผู้ป่วยที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปนานกว่า 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งนี้แล้ว และสำหรับมะเร็งชนิดอัตราผู้รอดชีวิตนาน 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยมีเพียง 3.3% เท่านั้น
ส่วนมากผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อนมักจะเสียชีวิต เพราะมักจะตรวจพบในระยะท้าย ๆ แล้ว อีกทั้งต่างจากมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ตรงที่มะเร็งชนิดนี้จะไม่แสดงอาการ ของโรคในระยะแรกมากนัก ข้อบ่งชี้ของโรคที่สามารถสังเกตได้เช่น อาการปวดท้องส่วนบน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร และการอุดตันของลิ่มเลือด อย่างไรก็ดี อาการเหล่านี้ค่อนข้างพบได้ทั่วไป และทุกคนสามารถเป็นได้
ครอบครัวใดที่ชอบรับประทานไส้กรอกเป็นชีวิตจิตใจ อาจต้องเปลี่ยนเมนูกันบ้างแล้วก็เป็นได้ค่ะ
     

ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ link http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/26398

ขจัดปัญหาเส้นเลือดขอด

  September 7, 2012 
หลอดเลือดขอด เกิดจากอะไร จากการศึกษาพบว่าประมาณ 40% ของผู้หญิงในวัย 50 ปีขึ้นไป มักมีปัญหาหลอดเลือดขอดหรือเส้นเลือดฝอยบริเวณขาเกิดจากความผิดปกติของลิ้น เล็ก ๆ ในหลอดเลือดดำ ซึ่งคอยควบคุมให้เลือดจากที่ขา ที่เท้า ไหลขึ้นมาบริเวณด้านบน คือ เข้าสู่หัวใจไม่สามารถสกัดกั้นการไหลย้อนของเลือดได้ จึงทำให้เลือดเกิดการคั่งอยู่ในหลอดเลือดส่วนปลาย ได้แก่ ส่วนที่อยู่ใกล้ผิวหนังทำให้เห็นเป็นเส้นเลือดที่โป่งพองเป็นก้อน หรือเป็นเส้นเลือดฝอยแตกคล้ายแผนที่ หรือใยแมงมุม ตำแหน่งที่พบบ่อย ๆ คือ บริเวณน่อง ขาพับ โคนขา และบริเวณระหว่างตาตุ่มขึ้นไปถึงสะโพก ซึ่งลักษณะดังกล่าวทำให้เรียวขาดูไม่เรียบ และไม่สวยงาม ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะเป็นมากขึ้น อาจก่อให้เกิดแผลเรื้อรังบริเวณข้อเท้า ผิวหนังบวมแตกและมีการติดเชื้อร่วมด้วยได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดหลอดเลือดขอด
  1. เกิดจากทำงานโดยต้องยืนหรือเดินนาน ๆ เช่น พนักงานขายสินค้า พนักงานเก็บค่าโดยสาร
  2. เกิดจากกรรมพันธุ์ พ่อแม่ที่มีหลอดเลือดขอด ลูกมีโอกาสเป็นหลอดเลือดขอดด้วย
  3. เกิดจากอายุที่มากขึ้น จะเป็นหลอดเลือดขอดเพื่มขึ้น เนื่องจากความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของลิ้นหลอดเลือดลดน้อยลง
  4. เกิดจากฮอร์โมนเพศ ซึ่งเพศหญิงมีโอกาสเป็นมากกว่เพศชาย เนื่องจากผลของฮอร์โมนเพศหญิงโดยตรง
  5. เกิด จากการมีน้ำหนักเกิน คนที่มีน้ำหนักมากเกิน เลือดจะหมุนเวียนได้ไม่สะดวก จะเกิดการคั่งค้างของเลือดบริเวณขามากขึ้น จึงทำให้เกิดหลอดลือดขอดได้มาก
  6. เกิดจากการกระทบกระแทกหรือการกดทับ เช่น ไขว่ห้าง เนื่องจากเลือดเดินไม่สะดวก
  7. เกิดจากการใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งจะทำให้เลือดหมุนเวียนได้ไม่ดี
เส้นเลือดขอดทำไมต้องรักษา
โรคหลอดเลือดขอด เป็นโรคที่หลาย ๆ คนละเลย เพราะคิดว่าไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อการดำเนินชีวิต แต่ความจริงแล้วหากเราปล่อยให้หลอดเลือดขอดอยู่กับเราไปนาน ๆ คุณอาจจะต้องทุกข์ทรมานกับอาการปวดจนถึงขั้นไม่สามารถที่จะยืนหรือเดินได้ หรือในบางรายเป็นมากจนถึงขนาดเส้นเลือดแตก
ลงโฆษณาที่นี่
การรักษาหลอดเลือดขอด ขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นเลือดขอดมี 5 วิธี
  • การพันขาลดอาการคั่งบวม
  • การฉีดสารเคมีทำให้หลอดเลือดตีบ (Sclerotherapy)
  • การใช้คลื่นความถี่วิทยุ Radio Frequency Ablation (RFA)
  • การใช้ Laser
  • การผ่าตัด
ทางเลือกใหม่ในการรักษา
Radio Frequency Ablation (RFA) เป็นเครื่องมือที่ทันสมัย และมีแผลขนาดเล็ก ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลังการรักษา กลับบ้านได้ทันที ทำให้ไม่มีผลกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน การรักษาด้วย Radio Frequency ใช้หลักการเดียวกับเลเซอร์โดยใช้สาย Fiberoptic เข้าไปในหลอดเลือดดำที่มีปัญหา และใช้พลังงานของ Radio Frequency เข้าไปสลายหลอดเลือดเหล่านั้น
คำแนะนำในการปฏิบัติหลังการรักษา
  1. ควรงดการยกของหนักหรือยืนนาน ๆ เป็นเวลา 3-7 วัน
  2. ควร ใส่ผ้ายืดหรือซัพพอร์ทในบริเวณที่ทำการรักษา เพื่อประคองกล้ามเนื้อและหลอดเลือดบริเวณนั้น ส่วนระยะเวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับขนาดของหลอดเลือด โดยเส้นเลือดเล็กฝอยให้ใส่ไว้ 1-3 วัน ส่วนหลอดเลือดขอดขนาดกลาง (ขนาดเท่าไส้ปากกา) ควรใส่อย่างน้อย 7 วัน ขึ้นไป
  3. ควรอกกำลังกายด้วยการเดินทุกวัน เพื่อกระตุ้นให้ยากระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น
  4. ควรพบแพทย์ ตามนัดภายใน 2-4 สัปดาห์ เพื่อแพทย์จะได้ติดตามผลการรักษา
เส้น เลือดขอดจะทำให้ผิวพรรณบริเวณนั้น ๆ ดูไม่สวยงามแล้วหากคุณปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจทำให้คุณเจ็บปวดได้ วิธีการรักษาเส้นเลือดขอดที่ทันสมัยด้วย เครื่อง Radio Frequency Ablation (RFA) เป็นวิธีที่ได้ผลดี สะดวก และปลอดภัย ใช้เวลาเพียงไม่นานคุณก็สามารถใส่กระโปรงหรือกาเกงขาสั้นโชว์เรียวขาสวยได้ แล้ว
จากเว็บข่าวสุขภาพ ลิ้งhttp://ข่าวสุขภาพ.com/%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%94/

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ห่วงอีสานตายมะเร็งท่อน้ำดีจำนวนมาก


สธ.ห่วงประชาชนภาคอีสาน เป็นโรคพยาธิใบไม้ในตับ แนะประชาชนกินปลาปรุงสุก ถ่ายอุจจาระลงส้วม ล้างมือให้สะอาด ลดอัตราตายจากมะเร็งท่อน้ำดี  
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมช.สาธารณสุข ประธานเปิดมหกรรม รณรงค์สัญจร การกำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับ ลดมะเร็งท่อน้ำดี ปี 2556Ž จัดโดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับร.พ.จุฬาภรณ์ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกรับรองว่าการเป็นพยาธิใบไม้ตับเรื้อรัง หรือมีการติดเชื้อซ้ำบ่อยๆ ในระยะยาว เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้
จากการสำรวจสถานการณ์ความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับในประเทศไทย พบเฉลี่ยร้อยละ 9 พบในภาคอีสานสูงที่สุดร้อยละ 18 บางหมู่บ้านมีอัตราความชุกสูงมากถึงร้อยละ 85 รองลงมาคือภาคเหนือ ร้อยละ 10 บางหมู่บ้านมีอัตราความชุกสูงร้อยละ 46 ข้อมูลปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับและท่อน้ำดี 14,314 ราย มากที่สุด คือ ภาคอีสาน 7,593 ราย รองลงมาคือ ภาคเหนือ 2,638 ราย ผู้ป่วยมักอยู่ในช่วงอายุ 45-55 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงาน สธ.จึงต้องเร่งรณรงค์ควบคุมป้องกัน ขณะที่ปี 2558 จะครบ 100 ปี ที่มีรายงานพบผู้ป่วยพยาธิใบไม้ตับในประเทศไทย
นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า สาเหตุหลักของโรคมะเร็งท่อน้ำดี เกิดจากค่านิยมกินปลาน้ำจืดเกล็ดขาวแบบดิบๆ หรือสุกๆ ดิบๆ คือ เมนูก้อยปลาดิบ พล่าปลาดิบ ปลาส้ม ปลาร้าดิบ หมักไม่ถึง 6 เดือน โดยปลาดิบจะมีตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับที่เข้าสู่ท่อน้ำดีส่วนปลายที่อยู่ในตับ เจริญเป็นตัวเต็มวัย และวางไข่พยาธิขับออกมากับน้ำดีและปนอุจจาระออกมา
วิธีป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ คือ การกินปลาที่ปรุงสุก 100 เปอร์เซ็นต์ ถ่ายอุจจาระลงส้วม ล้างมือให้สะอาด สธ.ตั้งเป้าลดอัตราป่วยจากพยาธิใบไม้ตับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ให้เหลือไม่เกินร้อยละ 5 และลดอัตราตายจากมะเร็งท่อน้ำดีให้เหลือไม่เกิน 20 ต่อแสนประชากร ภายในปี 2564


ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสดลิ้งข่าว