วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เพิ่มทักษะชีวิต ป้องกันลูกรักทำสิ่งผิด

ในทางจิตวิทยามีความเป็นไปได้ว่าการเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานานของเด็กและเยาวชนอาจก่อให้เกิดการเสพติด และมีพฤติกรรมรุนแรงเกิดขึ้นได้
เพิ่มทักษะชีวิต ป้องกันลูกรักทำสิ่งผิด thaihealth
นพ.เจษฎา โชคดำรงสุขอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การมีพฤติกรรมเลียนแบบ อาจเป็นเพราะเด็กแยกไม่ออกระหว่างโลกของความเป็นจริงกับเกม อาจเนื่องจากวุฒิภาวะไม่สมวัยพอ พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกเล่นเกมโดยไม่มีกติกา การกำกับชนิดเกมและเวลาให้ดี จึงควรจะตระหนักและระมัดระวัง เพราะการเล่นเกมมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้หมกมุ่น ขาดทักษะชีวิตและการเข้าสังคมในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น การเพิ่มทักษะชีวิตให้กับเด็กจึงมีความสำคัญยิ่ง
นอกจากนี้ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากเกมจะมีส่วนโน้มน้าวจูงใจแล้ว ปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมครอบครัวก็มีส่วนด้วย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง จึงควรให้เวลาใส่ใจดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ต้องสอนลูกให้รู้จักแบ่งเวลาและรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง จำกัดเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตหรือเล่นเกม และไม่ควรปล่อยให้เล่นเพียงลำพัง หรือปล่อยให้เด็กเล่นเกมที่มีความรุนแรง และควรสร้างบรรยากาศให้เด็กหรือเยาวชนหันไปสนใจอย่างอื่นแทนการเล่นเกม
ด้าน พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า "การเสพติดเทคโนโลยี ในทางการแพทย์ พบว่า สมองของเราจะเจริญเติบโตได้ไม่พร้อมกัน คือ สมองหยาบหรือที่เรียกว่าสมองส่วนการรับรู้และประสาทสัมผัส จะเจริญเติบโตและพัฒนาก่อน ส่วนสมองละเอียดที่ใช้ยั้งคิด และควบคุมความรู้สึก พฤติกรรมจะเติบโตสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุประมาณ 20 ปี ดังนั้น เด็กๆ ในวัยต่ำกว่า 20 ปี จึงมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ง่าย มีความอดทนอดกลั้น ความยั้งคิด และยับยั้งชั่งใจน้อยกว่า เมื่อมีสิ่งยั่วยุที่ทำให้มีความสนุกสนาน สมองทางด้านการควบคุมหรือวุฒิภาวะ เลยไม่สามารถเอาชนะได้ ทำให้เด็กมีโอกาสติดคอมพิวเตอร์ ติดเกม ติดคุยโทรศัพท์ ติดสื่อลามกได้ง่ายกว่า หากปล่อยให้ลูกอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากเกินไป เช่น มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะนำไปสู่การเสพติดในที่สุด
การเล่นเกมที่มีเนื้อหาความรุนแรง จะสร้างการเรียนรู้ผิดๆ จากการที่ได้ดูบ่อยๆ จะค่อยๆ ซึมซับเป็นแบบอย่างเกิดความชินชา ยอมรับและเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา และกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบในที่สุด นอกจากนี้ ผลกระทบจากการเล่นเกมมากๆ ทำให้สมาธิสั้น มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง มีปัญหาการเข้าสังคมในโลกความจริง การดูแลใกล้ชิดของพ่อ-แม่ ผู้ปกครอง จึงมีความสำคัญที่สุด" ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าว


ที่มา: หนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 - 19 มี.ค. 2558
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ตลิ้งค์

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“ผื่น” ฮิตที่พบบ่อยในฤดูฝน

ใช่ว่าเรื่องผิวหนังจะดูแลกันแค่ “ฤดูร้อน” หรือ “ฤดูหนาว” หากแต่ "ฤดูฝน" ก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลผิวหนังไม่แพ้กัน
/data/content/24670/cms/e_adfikmpsw348.jpg
          สำหรับผู้ที่มีสุขภาพผิวดี คงสงสัยว่าทำไมถึงต้องระวังสุขภาพของผิวหนังใน “ฤดูฝน” กันด้วย ในเมื่ออากาศไม่ร้อน แดดไม่แรง เหงื่อไม่ออก อีกทั้งอากาศก็ไม่ได้หนาวจนผิวแห้ง ก่อให้เกิดอาการคันยิบๆ ที่ผิวหนัง พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ว่า เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนฤดูเข้าสู่หน้าฝน สิ่งที่ควรระวังมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ก็คือ (1) ปัจจัยความอับชื้นที่มาพร้อมกับสายฝน ซึ่งอาจก่อให้เป็นผื่นผิวหนังได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโรคน้ำกัดเท้า ผื่นผิวหนังที่เกิดจากความอับชื้น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ฉะนั้นหากเปียกฝนมา จึงควรรีบทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำ หรือเช็ดตัวทุกสัดส่วนให้แห้ง ไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะความอับชื้นเป็นปัจจัยให้ผิวไวต่อเชื้อแบคทีเรีย และแพ้ง่ายขึ้น (2) ผื่นผิวหนังที่เกิดจากการถูกแมลงกัด โดยเฉพาะ “แมลงก้นกระดก” หรือ “ด้วงก้นกระดก” ตามที่เป็นข่าวอยู่ในสังคมออนไลน์ว่ามีพิษร้าย หากผู้ใดสัมผัสโดนตัวแมลงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้นั้น “ไม่เป็นความจริง” เลย
/data/content/24670/cms/e_bgjmnotux458.jpg          ผื่นผิวธรรมดา VS ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
          คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า ทั้ง 2 โรค ลักษณะอาการคล้ายกัน เพียงแต่ผื่นภูมิแพ้ คือ ผื่นที่ระบุสาเหตุการแพ้ ซึ่งเกิดจากภูมิ โดยลักษณะของผื่นจะเกิดเฉพาะบริเวณที่โดนสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ อย่าง น้ำหอม เกิดผื่นบริเวณที่ฉีด, นิกเกิล หรือ พลาสติก เกิดผื่นบริเวณที่จับ ทั้ง 2 อย่างรักษาตามอาการของการเกิดผื่น ซึ่งหากเป็นมาก ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
          ผื่นจาก “ด้วงก้นกระดก” ตัวจิ๋ว
          “ด้วงก้นกระดกมีหลายชื่อเรียก” พญ.มิ่งขวัญบอก ก่อนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แมลงก้นกระดกคือด้ วงปีกสั้นที่มีหลายชื่อเรียก เช่น ด้วงก้นงอน ด้วงกรด หรือ แมลงเฟรชชี่ เนื่องจากพบบ่อยในกลุ่มนักศึกษาที่อยู่หอปีแรก ลักษณะของด้วงก้นกระดก ตัวเต็มวัยจะยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร หัวสีดำ ส่วนท้องมี 6 ปล้อง 4 ปล้องแรกสีส้มอมน้ำตาล ที่เหลือสีดำ เป็นแมลงที่มีอายุอยู่ได้ยาวนาน ว่องไว บินได้เร็ว พบบ่อยในช่วงฤดูฝน
/data/content/24670/cms/e_ehilnov15678.jpg          “ด้วงก้นกระดกจะมีสารพิษที่ชื่อว่า พีเดอริน ซึ่งเป็นกรดอ่อน ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อได้ ตัวเมียมีสารพิษมากกว่าตัวผู้ เมื่อสัมผัสโดนด้วงตัวผู้ แล้วไม่ค่อยมีอาการแพ้ จึงเป็นเหตุให้เข้าใจผิดได้ว่าแมลงชนิดนี้ไม่มีอันตรายมาก”
          ทั้งนี้จากจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่สถาบันผิวหนัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 คือวัยรุ่นและวัยทำงาน (15-59 ปี) อาชีพที่พบมาก คือ นักเรียน นักศึกษา และแม่บ้าน ร้อยละ 35
          อาการของผู้ที่สัมผัส
          มักเกิดจากการที่แมลงมาเกาะแล้วเผลอปัด หรือบี้แมลงจนท้องมันแตก แล้วได้สารพิษนั้น ส่วนอาการจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการได้รับพิษ โดยอาการจะไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่จะมีอาการหลังจากสัมผัสแล้วประมาณ 8-12 ชั่วโมง
          “ลักษณะของผื่นจะป็นผื่นแดง เป็นรอยไหม้ทางยาว ทิศทางตามรอยที่แมลงถูกมือปัดออกไป ในระยะต่อมาจะมีตุ่มน้ำพองใส และตุ่มหนองขนาดเล็กเกิดขึ้นตามมาภายใน 2-3 วัน ไม่คันมาก แต่จะมีอาการแสบร้อน ซึ่งหากสารพีเดอรินกระจายถูกบริเวณดวงตา ก็จะเกิดอาการบวมแดง และอาจทำให้ตาบอดได้” ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังอธิบาย
/data/content/24670/cms/e_cefhinqryz34.jpg           ข่าวลวง อันตรายถึงตาย
           อาการอักเสบ จะหายภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยอาจจะมีรอยดำหลังการอักเสบได้ในระยะสั้นๆ โดยทั่วไปอาการจะไม่รุนแรงถึงขนาดทำให้เสียชีวิตได้ ตามที่มีการแบ่งปันข้อมูลบนโลกออนไลน์ เพราะพิษของด้วงก้นกระดกไม่ส่งผลต่อระบบอื่น นอกจากตาและผิวหนัง เว้นแต่เป็นผู้ที่ได้รับพิษเป็นจำนวนมาก หรือมีอาการแพ้รุนแรง ก็จะมีไข้สูง และอาการทางระบบหายใจได้
           การรักษาและป้องกัน
           เมื่อรู้ตัวว่าได้สัมผัสกับแมลงก้นกระดก ขอให้ล้างผิวหนังบริเวณนั้นกับน้ำสะอาด ฟอกสบู่ หรือเช็ดด้วยแอมโมเนีย ไม่ควรแกะเกา เพราะอาจทำให้มีติดเชื้อแทรกซ้อนได้
          “ถ้าอาอาการไม่ดีขึ้น ขอให้ไปพบแพทย์ ทางคุณหมอจะให้สเตียรอยด์อย่างอ่อนทาบริเวณแผล และใช้วิธีประคบเปียกประมาณ 5-10 นาที ซึ่งหากมีผื่นหนองหรือตุ่มน้ำพองใสขึ้นด้วย ควรประคบอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง ในรายที่คันมาก อาจให้ยาแก้คัน รวมกับยาปฏิชีวนะหากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ส่วนการป้องกันที่สามารถทำได้คือการปัดที่นอนทุกครั้งก่อนนอน ปิดประตู หน้าต่างมิดชิด เปิดไฟเฉพาะที่จำเป็นเพื่อไม่ให้แมลงชนิดนี้มาเล่นกับไฟนีออน หากแมลงมาเกาะ ไม่ควรตบหรือตี แต่ควรเป่าให้แมลงออกไป หรืออาจจะใช้เทปกาวใสมาแปะตัวแมลงนี้ออกไปก็ได้”
          ที่เหลือจากนี้ หากต้องการมีสุขภาพผิวที่ดี ก็ต้องหมั่นทาครีมบำรุงผิว ออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงผิวเป็นประจำ เพราะสุขภาพของผิวหนังก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ต่างกับการป่วยเป็นโรคอื่นๆ


           เรื่องโดย : ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ Team Content www.thaihealth.or.th

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

7 เรื่องควรรู้ “บารากู่ไฟฟ้า”
/data/content/24464/cms/e_deijlnopqs56.jpg
       1. บารากู่ไฟฟ้าเป็นชื่อเรียกอุปกรณ์เลียนแบบการสูบบุหรี่ชนิดใหม่ มีลักษณะเป็นแท่งยาว 11 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9.5 มิลลิเมตร เปรียบเทียบกับมวนบุหรี่ธรรมดาที่มีความยาว 8.7 เซนติเมตร และเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร
       2. ปลอกแท่งบารากู่ไฟฟ้าเป็นโลหะบาง ภายในจะมีสายพลาสติกขนาดเล็กที่ต่อกับแบตเตอรี่ เพื่อทำให้เกิดละอองฝอย จากแผ่นใยสังเคราะห์ที่ชุบน้ำยาที่ปรุงแต่งเป็นกลิ่นผลไม้ น้ำยามีลักษณะเป็นน้ำมันมีกลิ่นผลไม้ชนิดต่างๆ แต่กลิ่นฉุนแรงมาก กลิ่นจะติดนิ้วมือที่สัมผัสน้ำยานานและล้างออกยากมาก
       3. บารากู่ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่ง ขนาดหนึ่งกล่องมี 5 มวน ราคา 300 บาท หรือมวนละ 60 บาท
       4. บนกล่องบารากู่ไฟฟ้าพิมพ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษว่าไม่มีนิโคติน ไม่มีทาร์ ไม่มีคาร์บอนมอนนอกไซด์
       แต่ละแท่งสูบได้ถึง 400 ครั้ง น้ำยาจะหมดและแบตเตอรี่คงจะหมด ไม่ต้องมีการเติมน้ำยาหรือชาร์จแบตเตอรีใหม่ สูบหมดมวนก็ทิ้งไปเลย
       5. การทำงานของแท่งบารากู่ไฟฟ้าเหมือนกับบุหรี่ไฟฟ้า เพียงแต่แท่งบารากู่ไฟฟ้า แบตเตอรีและน้ำยาใช้หมดในแต่ละมวน ไม่มีการเติมน้ำยาใหม่ หรือชาร์จแบตเตอรีใหม่
       6. น้ำยาที่อยู่ภายในแท่งบารากู่ไฟฟ้า อยู่ในรูปที่ชุบอยู่กับใยสังเคราะห์ น้ำยาดังกล่าวเป็นสารเคมีที่สังเคราะห์ให้เกิดกลิ่นผลไม้ชนิดต่างๆ ขณะที่น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นนิโคตินเหลว สารนิโคตินไม่มีกลิ่น แต่นิโคตินเหลวที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้ามีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากการเติมสารเคมี 10-20 ชนิด รวมถึงสารเคมีที่ทำให้น้ำนิโคตินเหลวระเหยเป็นละอองไอน้ำง่ายขึ้น เพื่อทำให้เวลาสูบแล้วพ่นออกมาเห็นเป็นควันเหมือนการสูบบุหรี่ โดยสรุปก็คือบารากู่ไฟฟ้ากับบุหรี่ไฟฟ้า มีอุปกรณ์การสูบที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่น้ำยาที่ใช้แตกต่างกัน
       7. ถ้าหากน้ำยาที่ใช้กับบารากู่ไฟฟ้า มีสารนิโคตินผสมอยู่ด้วย ก็อาจจะเรียกไว้ว่าเป็น “บุหรี่ไฟฟ้าชูรส” คือเป็นบุหรี่ไฟฟ้าที่ปรุงแต่งให้เกิดกลิ่นรสชนิดต่าง ๆ โดนส่วนใหญ่เป็นรสผลไม้
       8. บารากู่ไฟฟ้า น้ำยาที่ทำให้เกิดควันไอน้ำเวลาสูบ ประกอบด้วยสารเคมีสังเคราะห์ที่มีกลิ่นผลไม้ชนิดต่าง ๆ สูบด้วยแท่งโลหะที่มีแบตเตอรีบรรจุอยู่ภายใน ส่วนบารากู่ธรรมดา สิ่งที่ใช้เผาให้เกิดควันสำหรับสูบประกอบด้วย ยาเส้นหมักกับกากผลไม้และน้ำตาล สูบจากอุปกรณ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายแจกัน
       9. ทั้งบารากู่ธรรมดาและบารากู่ไฟฟ้ามีการอ้างว่าไม่มีสารนิโคติน ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
       10. ถ้าหากว่าน้ำยาปรุงแต่งกลิ่นของบารากู่ไฟฟ้าไม่มีการผสมสารนิโคตินจริงก็ไม่น่าจะเสพติด ยกเว้นมีการผสมสารเสพติดชนิดอื่น
       11. บารากู่ไฟฟ้ายังคงอันตราย เพราะโดยปกติการสูดดมสารเคมีที่เป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายล้วนเป็นอันตรายต่อร่างกายทั้งสิ้น
       12.สารเคมีที่ใช้ในการปรุงแต่ให้เกิดกลิ่นผลไม้ชนิดต่างๆ ในบารากู่ไฟฟ้า ยังไม่มีการเปิดเผยว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง  เนื่องจากยังไม่มีการอนุญาตให้ขายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพิ่งจะมีการใช้บารากู่ไฟฟ้าไม่นาน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า การสูบบุหรี่บารากู่ไฟฟ้าไม่มีอันตรายต่อร่างกาย       13.จากการที่ลองแกะแท่งบารากู่ไฟฟ้าแล้วแยกส่วนประกอบ พบว่าน้ำยาที่ทำให้เกิดกลิ่นผลไม้ภายในแท่งบารากู่ไฟฟ้า มีกลิ่นฉุนติดนิ้วมือที่สัมผัสน้ำยา ล้างออกยากมาก กลิ่นยังติดมือถึงข้ามคืน จึงน่าจะอนุมานได้ว่าสารเคมีที่เป็นไอน้ำจากการสูบบารากู่ไฟฟ้า จะตกค้างอยู่ในปอดของผู้สูบ เป็นอันตรายต่อปอดอย่างแน่นอนในผู้ที่ใช้ติดต่อกัน
       14. สารเคมีที่ปรุงแต่งกลิ่นบารากู่ไฟฟ้า อาจมีสารที่เมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านปอด เป็นสารเคมีที่มีอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย เหมือนกรณีสารพิษจากการสูบบุหรี่ธรรมดาได้
       15. คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่องก็เพราะมีสารนิโคติน การสูบบุหรี่ธรรมดา การสูบบารากู่ หรือการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เป็นเพียงวิธีการนำสารนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดเข้าสู่ร่างกาย ถ้าหากบารากู่ไฟฟ้าไม่มีการผสมสารนิโคตินจริง การสูบบารากู่ไฟฟ้าน่าจะเป็นเพียงแฟชั่นชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อผู้คนรู้ว่าเป็นอันตรายต่อร่างกายคนก็จะเลิกใช้ จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ผู้ผลิตบารากู่ไฟฟ้าจะเติมสารนิโคตินในบารากู่ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการเสพติด เพื่อไม่ให้คนเลิกสูบ
       16. ไม่ควรหลงเชื่อพ่อค้าที่ขายบารากู่ไฟฟ้าว่าสูบแล้วไม่มีอันตราย
       17. ถ้ายังอยากลองสูบหรือกำลังสูบอยู่ อยากจะให้นำแท่งบารากู่ไฟฟ้ามาแกะภายในออกดู จะพบส่วนประกอบที่ทำให้เกิดละอองฝอย และน้ำยาบารากู่ไฟฟ้า น้ำยาที่เหนียวเหมือนน้ำมันจะมีกลิ่นฉุนติดนิ้วมือของคุณที่แทบจะล้างไม่ออก แล้วคุณจะตัดสินใจได้ว่า คุณยังอยากสูบมันต่อไปอีกหรือไม่


       ที่มา : เว็บไซต์ASTVผู้จัดการออนไลน์ลิ้งค์

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

กลยุทธ์รับมือกับอาการอยากบุหรี่

การสูบบุหรี่กับสิ่งเสพย์ติดอื่นๆ มีรายงานการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่จะไม่สามารถต้านทานความอยากสูบบุหรี่ได้เมื่อดื่มเหล้าเข้าไป เหล้าและสิ่งเสพย์ติดอื่นๆ จะทำให้คุณมีความอดทนต่อความอยากสูบบุหรี่ได้น้อยลง ดังนั้น ขอให้พยายามหลีกเลี่ยง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และสิ่งเสพย์ติดอื่นๆ สัก 2 - 3 สัปดาห์
/data/content/24507/cms/e_cfjmnrsvy356.jpg
กลยุทธ์ในการเลิกบุหรี่
ถ่วงเวลาไว้ (Delay) 
      เมื่ออยากสูบบุหรี่ อย่าเพิ่งเปิดซองบุหรี่หรือ จุดบุหรี่ เมื่อผ่านไป 5 นาทีผ่านไป ความอยากจะลดลง แล้วความตั้งใจของคุณที่จะเลิกก็จะกลับมา
หายใจลึกๆ ช้า  (Deep breathe) 
      หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ 3 - 4 ครั้ง
 ดื่มน้ำสักแก้ว  (Drink water) 
       ค่อยๆจิบน้ำ และ อมไว้สักครู่ให้รู้รสน้ำแล้วจึงกลืนลงคอ
เปลี่ยนอิริยาบถ (Do something else) 
        อย่าคิดเรื่องการสูบบุหรี่ เปลี่ยนอิริยาบถไปทำอย่างอื่นเสีย เช่น ฟังเพลง ไปเดินเล่น หรือ ไปหาเพื่อนฝูง
กลยุทธ์เสริม
เพียงมวนเดียวก็ผลร้าย 
     ขอให้ใจแข็ง การกลับไปสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวจะเป็นผลทำให้กลับไปสูบใหม่ คุณต้องต่อสู้กับความอยากให้ได้ การเลิกสูบบุหรี่ คือ การต่อสู้กับความอยาก แม้กระทั่งบุหรี่เพียงมวนเดียว และต่อสู้กับจิตใจของคุณเอง
อดเป็นวันๆ ไป 
     พยายามตั้งใจให้วันผ่านไปโดยไม่สูบบุหรี่ จำบุหรี่มวนแรกของคุณได้ไหม? บางทีอาจจะทำให้คุณเวียนหัวไม่สบาย ก็ได้ ทำดีต่อร่างกายของคุณให้ปรับสภาพได้โดยไม่ต้องมีนิโคติน
เครื่องดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มประเภทโคล่า 
     เหล่านี้มีคาเฟอีน แต่ไม่มีนิโคติน การที่ไม่มีนิโคตินทำให้ร่างกายดูดซึมคาเฟอีน เข้าไปมากกว่าธรรมดา ทำให้กระวนกระวายและนอนไม่หลับ พยายามดื่มกาแฟให้น้อยลง หรือ ให้อ่อนลงหรือดื่มเครื่องดื่มคล้ายกาแฟ น้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือไดเอ็ดโคล่าที่ไม่คาเฟอีน
เตือนสติตัวเอง 
     เอาเหตุผลที่เลิกบุหรี่ที่เคยจดไว้ออกมาดู และคิดถึงสิ่งที่อยากทำให้ฐานะผู้ไม่สูบบุหรี่
ปฏิเสธบุหรี่จากผู้อื่น 
      อย่าเกรงใจเมื่อผู้อื่นให้บุหรี่คุณ คุณมีสิทธิปฏิเสธบุหรี่โดยไม่ทำให้ใครเดือนร้อน
เมื่อมือว่าง
      พยายามใช้มือทำโน่นทำนี่อย่าปล่อยให้มือว่าง เอากุญแจมาขยำ หรือนับลูกประคำก็ได้
/data/content/24507/cms/e_cdiklqrt3456.jpg
ข้อควรปฏิบัติ เมื่อท่านต้องการจะเลิกสูบบุหรี่
          1. มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องการเลิกสูบบุหรี่ ด้วยตัวเอง
          2. กำหนดวัน “ปลอดบุหรี่” ของตัวเอง อาจเป็นวันเกิดของตัวเอง ของคู่ครอง ของลูก ของคุณพ่อของคุณแม่ หรือเป็นวันสำคัญของชาติ หรือเป็นวันสำคัญของศาสนา ...แต่ทั้งนี้วันที่กำหนด ควรเลือกเป็นช่วงเวลาที่ตนเองไม่มีอารมณ์เครียดต่อสิ่งใดมากเป็นพิเศษ
          3. ทิ้งบุหรี่และอุปกรณ์การสูบไปเลย ไม่ให้มีหลงเหลืออยู่ที่ใดแม้แต่ที่เดียว ทั้งซองบุหรี่ กล่องบุหรี่ ไฟแช๊ค ที่เขี่ยบุหรี่ และควรอยู่ห่างๆเพื่อนหรือญาติที่สูบบุหรี่ด้วย ..หากมีความจำเป็นจะต้องติดต่อ ช่วงนั้นก็ควรใช้มือถือโทร.เอา
          4. แจ้งให้คนในครอบครัว ทั้งลูก พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา รวมทั้งคนในหน่วยงาน ทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน และรวมทั้งเพื่อนสนิททุกคนทราบ เพื่อให้ทุกคนคอยพูดให้กำลังใจ หรือพูดดุด่า สบประมาท หรือคอยร้องห้ามตลอดเวลา
          5. รับประทานอาหารต่อมื้อ อย่าให้อิ่มมากนัก ควรรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ให้มากกว่าเดิม ช่วงนี้ควรงดสุรา กาแฟ อาหารรสจัด ไม่ควรนั่งที่โต๊ะอาหารนานๆ ไม่ควรลงว่ายน้ำในสระหรือในทะเลนานๆ เพราะหลังจากรับประทานอาหารอิ่ม ความเคยชินจะทำให้อยากสูบบุหรี่ และหลังจากขึ้นจากสระว่ายน้ำหรือขึ้นจากทะเล ตอนที่ตัวเย็นๆ ความเคยชินจะทำให้อยากสูบบุหรี่
          6. ในช่วงแรกของการเลิกสูบบุหรี่ ทุกคนจะรู้สึกหงุดหงิด อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นกันทุกคน ควรเตือนตนเองอยู่เสมอว่า “เราไม่สูบบุหรี่แล้ว” ควรจะประวิงเวลาของการสูบบุหรี่ไปเรื่อยๆ และควรดื่มน้ำอุ่นมากๆ ทานของเปรี้ยวๆ หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อลดความอยากสูบบุหรี่
          7. ออกกำลังกายให้เหงื่อออกบ่อยๆ หรือทำงานอย่าให้มือและสมองอยู่ว่าง หรืออาจทำในสิ่งที่ตนเองชอบในช่วงนั้น เพื่อจะได้ลดความอยากสูบบุหรี่ ..บางคนที่ใช้วิธีรับประทานอาหารน้อยๆแต่บ่อยๆแทนนั้น เพื่อหวังจะให้น้ำลายและน้ำย่อยทำงาน ซึ่งก็อาจจะทำได้ แต่การรับประทานอาหารบ่อยๆโดยไม่ออกกำลังกาย มักจะทำให้ผู้เลิกสูบบุหรี่ มีร่างกายอ้วน
         8. บางคนอาจจะต้องการอยู่ภายใต้การบังคับดูแลของแพทย์และพยาบาล ซึ่งก็สามารถทำได้ สำหรับคนที่จิตใจไม่แข็งพอ
        มีข้อมูลเพิ่มเติม ร้อยละ 80 ของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ จะเลิกได้ด้วยตัวเอง และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ ส่วนใหญ่ใช้วิธีไม่สูบบุหรี่เลย (หักดิบ) ...แต่ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่โดยใช้วิธีค่อยๆลดจำนวนมวนที่สูบลง ส่วนใหญ่จะไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้
         การเลิกสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะสูบบุหรี่มานานเท่าใด ไม่ว่าผู้เลิกสูบบุหรี่จะมีอายุมากเท่าไร การเลิกสูบบุหรี่ทันทีจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ถึงขนาดเจ็บป่วย จะมีก็แต่อาการหงุดหงิดกระวนกระวายอยากจะสูบบุหรี่


         ที่มา: กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลกลิ้งค์