วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรเมื่อหูดับ

ทำอย่างไรเมื่อหูดับ thaihealth
หลายคนคงเคยได้ยินและรู้จักโรคหูดับกันมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้เกิดจากอะไร มีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร มีรายละเอียดค่ะ
โรคหูดับฉับพลัน หมายถึง การได้ยินลดลงในทันที ซึ่งผู้ป่วยสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกตินั้น  อาจเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรงก็ได้  สาเหตุที่พบบ่อยคือ ขี้หูอุดตันหรือหูชั้นกลางอักเสบ และที่ไม่ทราบสาเหตุ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางหู หากมาพบแพทย์ภายใน 2 สัปดาห์หลังมีอาการ โอกาสที่หายจากโรคจะมีมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ชนิดไม่ทราบสาเหตุอาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เช่น มีอาการหวัดนำมาก่อน  การขาดเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในแบบเฉียบพลัน และมักพบผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ หรืออาจเป็นที่การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศอย่างรวดเร็ว เช่น ดำน้ำ รวมถึงการสัมผัสเสียงดังอย่างฉับพลัน
ฉะนั้นการหาสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจการได้ยิน และตรวจคลื่นสมองดูทางเดินเส้นประสาท เพื่อวินิจฉัยหาโรคที่มีผลต่อระบบหลอดเลือด เช่น เบาหวาน ไขมันสูง โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือเนื้องอกของเส้นประสาทหู แม้จะพบน้อยกว่า 1% ก็ตาม
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ สำหรับหูดับฉับพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบของประสาทหู ทั้งนี้ จะหายหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของประสาทหูเสื่อม และโรคประจำตัวของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยนอนพักในช่วงแรก และไม่ออกกำลังกายหักโหม
แต่ในรายที่ไม่สามารถฟื้นการได้ยินกลับมาเท่าหูข้างปกติ แพทย์จะให้ใส่เครื่องช่วยฟังเพื่อให้ได้ยินดีขึ้น  รวมถึงการควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในระดับปกติ เช่น เบาหวาน หรือความดัน ก็จะช่วยป้องกันให้อาการคงที่ได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น ได้แก่ หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการใช้เสียงดังมาก หรือการใช้หูฟัง หากเป็นโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ควรควบคุมโรคให้อยู่ในระดับปกติ และไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดมีพิษต่อประสาทหู รวมทั้งควรหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โอกาสที่จะเป็นก็น้อยลง


ที่มา : ASTVผู้จัดการรายวัน โดย ผศ.พญ.ศิริพร ลิมป์วิริยะกุล ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ระวังผลข้างเคียงจากเครื่องสำอาง

โดย 
แพทย์ผิวหนังแนะควรอ่านฉลากเครื่องสำอางให้ละเอียดก่อนนำมาใช้ เลี่ยงผลข้างเคียงต่อร่างกาย
แพทย์ผิวหนังเตือนระวังผลข้างเคียงจากเครื่องสำอาง thaihealth
ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคผิวหนัง เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เพื่อแต่งเสริมเติมแต่งความงามของร่างกาย ทำให้เกิดอันตรายในหลายลักษณะด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ครีมหน้าขาวที่มีส่วนผสมจากไฮโดรควิโนน (Hydroquinone), ผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์, การใช้ผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ทำให้ผิวขาว, เครื่องสำอางปลอม และการเลือกซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ด้านความงามจากการการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต เหล่านี้ล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะครีมทาผิวบางชนิด ที่ใช้ได้เฉพาะที่ เช่น ทาบริเวณผิวหน้าเท่านั้น ห้ามนำมาทาตัว หรือทาบริเวณทั่วร่างกายห้ามทาบริเวณใบหน้า
ดังนั้นการซื้อครีมทาผิว ต้องอ่านฉลากให้ละเอียดเสียก่อนนำมาใช้ ทั้งในส่วนที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป, ตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือการโปรโมทขายสินค้าตามรายการโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวีบางช่อง สื่อเหล่านี้ให้ระวัง เพราะมักจะมีการโฆษณาเกินจริง บางครั้งครีมทาผิวดังกล่าวอาจจะเป็นของเลียนแบบ, ของปลอม หรือมีส่วนผสมของสารโคเบตาซอล ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ชนิดที่แรงที่สุด เอาไว้รักษาโรคผิวหนังอักเสบที่เป็นเรื้อรัง หรือเป็นผื่นหนา และมีคำเตือนว่าห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์ สารนี้จัดเป็นยาและไม่สามารถอยู่ในเครื่องสำอางได้ สารชนิดนี้ออกฤทธิ์ที่ผิวหนังถึงชั้นหนังแท้และอาจเป็นแผลถาวร
ซึ่งผลของมันนอกจากไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว, ไปรบกวนเรื่องของการสร้างอิลาสติน และคอลลาเจนของผิวหนังแล้ว ยังทำให้เกิดการแตกลายงาของผิวหนัง ทำให้ผิวบางและเส้นเลือดขยาย หากไปทาที่ใบหน้าหรือบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะจะทำให้เกิดสิวซึ่งรักษายากกว่าสิวทั่วไป และเมื่อผิวบางโดนอะไรจะแพ้ง่าย และมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ด้วย
ในประเทศไทยปัญหาการใช้ครีมหรือขี้ผึ้งสเตียรอยด์พบได้ค่อนข้างบ่อย เพราะยาในกลุ่มนี้ประชาชนสามารถซื้อหาได้เองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ และมีราคาถูก 10 กรัมราคาเพียง 50 บาท มีเป็นร้อยยี่ห้อ ส่วนมากประชาชนมักจะคิดว่า ครีมทาผิวภายนอกไม่ค่อยมีอันตราย ในขณะที่ประเทศเจริญแล้ว เช่น อเมริกา, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ ครีมในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ประชาชนไม่สามารถซื้อใช้เอง ต้องมีใบสั่งแพทย์ ร้านขายยาจึงจะขายให้ เพราะผิดกฎหมาย ครีมสเตียรอยด์มีประโยชน์ คือ แก้แพ้ แก้คัน แก้ผื่นผิวหนังอักเสบ บางคนพอใช้แล้วหน้าเรียบ ก็เลยใช้ต่อเนื่อง ถ้าใช้ช่วงสั้น ๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าใช้นานๆ จะติด ไม่ ใช้ไม่ได้ และเพิ่มความแรงของยาขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาหยุดไม่ได้ พอหยุดผิวหนังจะอักเสบเห่อขึ้นมา
โดยผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ แบ่งได้ดังนี้
1. ประเภทเฉียบพลัน ได้แก่ 1.1.การเกิดสิว ครีมกลุ่มนี้ทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า และหน้าอก โดยสิวที่เกิดจากสเตียรอยด์ จะแตกต่างจากสิวทั่วไป จะเห็นเป็นสิวในแบบเดียวกันทั้งหมด คือเป็นตุ่มนูนแดง (ไม่มีหัวหนองหรือไขมันอุดตัน) 1.2 รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น พวกนี้ส่วนมากเกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น เป็นโรคกลากเกลื้อนแล้วใช้ครีมสเตียรอยด์ทาจะทำให้เป็นมากขึ้น 1.3 เกิดผื่นแพ้สัมผัส ซึ่งอาจเกิดการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีมสเตียรอยด์ได้ ส่วนการแพ้ตัวสเตียรอยด์เองนั้นก็พบได้แต่พบได้น้อย
2. ประเภทเรื้อรัง ได้แก่ ทำให้ผิวหน้าบางลง ออกแดดไม่ได้ เวลาเจอแดดก็จะแสบร้อน หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เกิดภาวะติดยา ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจาการใช้ครีมสเตียรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้หยุดใช้ยาไม่ได้และต้องใช้ครีมสเตียรอยด์แรงมากขึ้น นอกจากนี้อาจไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ


ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

7 เทคนิคลดเครียด หลับสบาย

โดย 
7 เทคนิคลดเครียด หลับสบาย thaihealth
ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อร่างกาย อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรมต่างๆด้วย ความเครียดในระดับที่เหมาะสมเป็นแรงขับที่ดีที่ช่วยทำให้เกิดการตื่นตัวและกระฉับกระเฉง แต่การที่มีความเครียดมากเกินไป ทำให้เกิดความวิตกกังวล ความกระวนกระวายใจ และสามารถส่งผลให้นอนไม่หลับได้
สัญญาณเตือนว่าเรามีความเครียด
สัญญาณของความเครียดคือ มีความวิตกกังวล นอนไม่หลับ กระวนกระวายใจ คิดซ้ำไปซ้ำมา สมาธิลดลง ระแวงคนรอบข้าง ทานอาหารได้น้อยลงหรือมากเกินไป ทำงานผิดพลาด ชีวิตล้มเหลว หากเกิดความเครียดมากๆอาจทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ หรืออาจเกิดการฆ่าตัวตายได้
วิธีจัดการกับความเครียดและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น มีดังนี้
7 เทคนิคลดเครียด หลับสบาย thaihealth
1. ค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด วิธีแรกในการจัดการกับความเครียดคือการค้นหาสาเหตุของปัญหา ตรวจสอบสภาพทางด้านร่างกาย และกิจวัตรประจำวันที่ทำ ว่าเป็นความเครียดที่เกิดจากความเจ็บป่วยหรือไม่ หรือมีงานมากเกินไปหรือไม่ เมื่อเราค้นพบสาเหตุของความเครียดแล้ว เราก็จะสามารถค่อยๆหาวิธีลดความเครียดนั้นๆลงได้
2. เข้าร่วมสังคมใช้เวลากับครอบครัว เพื่อน การกับกิจกรรมร่วมกับสังคมจะช่วยลดปัญหาความเครียดได้ และการเล่าปัญหาความเครียดให้คนที่เรารักฟังจะช่วยบรรเทาสิ่งที่เรากังวลได้
3. จัดระเบียบความคิด อะไรคือสิ่งที่เราคิด และเราคิดอย่างไรกับปัญหานั้น เรามีความคาดหวังอะไร สิ่งที่เราบอกตัวเราเองจะช่วยให้เราตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ที่จะเพิ่มระดับความเครียดหรือลดความเครียดลง เราสามารถจัดระเบียบความคิดได้ การเฝ้าระวังถึงสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้น และการจัดการกับสถานการณ์นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ฉันทำงานนี้พัง เพราะฉันส่งงานไม่ทันการ
4. ออกกำลังการออกกำลังกาย ช่วยทำให้ความเครียดหายไปหรือลดลงได้ การใช้เทคนิคผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และเกร็งกล้ามเนื้อต่อผลต่อความเครียดได้ การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือ 2ชั่วโมงก่อนนอน เพื่ออุณหภูมิของร่างกายจะเข้าสู่สภาพปกติ แต่ในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ อายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ทานยาประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
7 เทคนิคลดเครียด หลับสบาย thaihealth
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรทานอาหารขยะที่มีน้ำตาลมากหรือมีคุณค่าทางอาหารต่ำ เพราะจะส่งผลต่อพละกำลังและสภาพจิตใจ ดังนั้นควรระวังเรื่องอาหาร รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีน้ำตาลต่ำ ระวังเรื่องคาเฟอีน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นกัน
6. นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้ลดความเครียดที่เกิดขึ้นในระหว่างวันได้ หากเราเหนื่อยร่างกายไม่สามารถทนต่อปัญหาหรือสิ่งที่มารบกวนเล็กๆน้อยๆได้ ปกติผู้ใหญ่ต้องการการนอน อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง ฝึกการนอนให้เป็นเวลา ฝึกการกำหนดลมหายใจ และเทคนิคการผ่อนคลายจะช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
7. หาคนช่วยงาน การมีภาระรับผิดชอบมากเกินไป ทำให้เกิดความเครียด หาผู้ช่วยเพื่อลดความเครียด และลดความรับผิดชอบลง


ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์ โดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วิตามินดี สิ่งดีๆ ที่ถูกมองข้าม

โดย 
| |
อ่าน : 555
วิตามินดี สิ่งดีๆ ที่ถูกมองข้าม thaihealth
ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นตอนเช้ามองเห็นแสงทองที่ส่องผ่านม่านหน้าต่าง เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่น แต่ไม่กี่นาทีหลังเราก็ละเลยไปกับกิจวัตรยามเช้าก่อนเดินทางไปทำงาน โดยลืมไปว่าแสงแดดยามเช้านั้นช่วยให้ร่างกายของเราสร้างวิตามินดี ซึ่งทำให้เราแข็งแรงอย่างง่ายที่สุดตามธรรมชาติ
โดยเฉพาะเรื่องของระบบประสาทการควบคุมกล้ามเนื้อและกระดูก ดังนั้นคุณหนุ่มๆ รวมถึงเก้งกวางที่ชอบออกกำลังกาย เล่นกล้ามเป็นประจำจะมองข้ามเรื่องวิตามินดีไปไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกอ่อนแรง ไม่คล่องแคล่วว่องไวอย่างที่ควรเป็น เมื่อนั้นเราคงต้องหันกลับมามองว่าเราได้รับวิตามินดีเพียงพอหรือยัง
เกือบทุกคนอาจจะคิดว่าในภูมิประเทศใกล้แถบเส้นศูนย์สูตรอย่างเมืองไทยของเรา ทุกคนล้วนได้รับแสงแดดตลอดทั้งวันจึงไม่น่ามีปัญหา แต่ความจริงก็คือแม้เราจะอยู่ในเมืองร้อนที่มีแดดตลอดทั้งปี ก็มีน้อยคนมากที่จะได้รับวิตามินดีมากพอสำหรับความต้องการของร่างกายต่อวัน เพราะร่างกายเราจะสังเคราะห์วิตามินดีได้นั้นจำเป็นต้องใช้รังสียูวีไม่ใช่แสงสว่าง
การรับรังสียูวีมีข้อจำกัดอยู่มาก เพราะรังสีไม่สามารถทะลุผ่านกระจกหนา, ม่าน, ฟิล์มกรองแสง, เสื้อผ้า, ครีมกันแดด และผิวหนังที่มีสีเข้มหรือเมลานินใต้ผิวหนังได้ จึงเป็นเหตุผลว่าแม้เราจะอยู่ในออฟฟิศหรือในร่มที่มีแสงสว่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้รับรังสียูวีเพียงพอต่อการสร้างวิตามินดีใต้ชั้นผิวหนัง
มีงานวิจัยจาก ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ โคโลราโด ระบุว่า มีประชากรอย่างน้อย 25% ที่มีปริมาณวิตามินดีในกระแสเลือดไม่เพียงพอต่อวัน ซึ่งการรับวิตามินดีจากแสงแดดและอาหารมีความจำเป็นต่อร่างกายมาก เพราะคุณสมบัติของวิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมกับฟอสฟอรัสมาสร้างกระดูกและฟัน


ที่มา : เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต