วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เตือนระวัง กินทุเรียนในหน้าร้อน

ที่มา : MGR Online  
เตือนกินทุเรียนหน้าร้อนต้องระวัง thaihealth
แฟ้มภาพ
 
นักโภชนาการเตือนหน้าร้อนระวังการกินทุเรียน ชี้ให้พลังงาน น้ำตาล น้ำมันสูงปรี๊ด
นางกุลพร สุขุมาลตระกูล นักวิชาการโภชนาการชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แม้ทุเรียนจะมีสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร แต่ก็มีพวกกำมะถัน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้เมื่อกินทุเรียนร่างกาย จึงได้รับพลังงานสูง ช่วงอากาศร้อนเช่นนี้ การรับประทานทุเรียนจึงเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง ปัจจุบันมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ มีทุเรียนเป็นจุดขาย
ดังนั้น การกินทุเรียนให้มีสุขภาพดี จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่จะดูแลตนเองด้วย โดยเริ่มที่หากกินทุเรียนครึ่งเม็ดกลาง ร่างกายจะได้รับพลังงานประมาณ 200 กิโลแคลอรี เทียบกับกินข้าวยำปักษ์ใต้ 1 จาน หรือเท่ากับกินก๋วยเตี๋ยวปลาเส้นเล็กน้ำ 1 ชาม หรือเท่ากับข้าวราดแกงส้มผักรวม 1 จาน
นางกุลพร กล่าวว่า กรมอนามัยแนะนำให้ผู้ชายวัยทำงาน ไม่ควรกินน้ำตาลและน้ำมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้หญิงวัยทำงานไม่ควรกินน้ำตาล และน้ำมันเกินวันละ 4 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม หากกินทุเรียนหนึ่งเม็ดกลาง ก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาล 4 ช้อนชา และได้รับน้ำมันถึง 3 ช้อนชาแล้ว จึงไม่เหมาะสมที่ผู้บริโภคจะกินอาหารรสหวาน
สิ่งที่ควรทำ คือ เลือกอาหารที่ใช้วิธีการปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน กะทิ และไม่หวาน ควรลดอาหารกลุ่มข้าว แป้งลง และควรเดินเล่นประมาณ 30 นาที ส่วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้องกินให้น้อยที่สุด ส่วนผู้ป่วยโรคไตต้องห้ามกินเด็ดขาด เพราะทุเรียนจะมีโพแทสเซียมสูง ส่งผลให้ทวีความรุนแรงของไตได้

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

“อ้วนลงพุง” ไม่ใช่สิ่งดี

หลายคนอาจมองว่าเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น การมีรูปร่างท้วมหรือมีพุงซักนิด จะทำให้บุคลิกดีขึ้น ดูภูมิฐานมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือมาดอาเสี่ยนั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วอ้วนลงพุงนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่กลับเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเป็นอันตรายต่อผู้ไว้พุงเป็นอย่างยิ่ง

          คนที่อ้วนลงพุงนั้นเกิดจากการไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก ยิ่งคุณอ้วนเท่าไรแสดงว่าไขมันยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น โดยไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่กระแสเลือด มีผลยับยั้งการออกฤทธิ์ของอินซูลินในร่างกาย ทำให้การเผาผลาญสารอาหารของร่างกายผิดปกติ เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรังที่ร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคมะเร็ง

          อ้วนลงพุงนั้นมองผิวเผินอาจฟังดูไม่น่ากลัวใครๆ ก็เป็น แต่ในความเป็นจริงรอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า ซึ่งโรคเบาหวานนั้นถือว่าอันตรายกว่าโรคเอดส์เสียอีก เพราะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 3.2 ล้านคนต่อปี ขณะที่เชื้อเอชไอวีฆ่าคนไปปีละประมาณ 3 ล้านคน เท่านั้นยังไม่พอการที่อ้วนหรือลงพุงยังทยอยตามมาด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะกล่าวว่า “พุงยิ่งใหญ่เท่าไร ยิ่งตายเร็วเท่านั้น”

          จากการสำรวจสภาวะสุขภาพของคนไทยพบว่า ตั้งแต่ปี 2534 มีประชากรน้ำหนักเกินอยู่ราวๆ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในปี 2540 ขยับเพิ่มเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2543 ตัวเลขขึ้นมาถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และล่าสุด 34.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2547 และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหากไม่มีการแก้ไข คนไทยเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศคงมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อัมพฤต อัมพาต โรคมะเร็ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

          การจะรู้ว่าตัวเองอ้วนหรืออ้วนลงพุงนั้นทำได้ไม่อยาก สามารถวัดได้เอง ซึ่งการวัดว่าอ้วนหรือไม่นั้นทำได้โดยการวัดดัชนีมวลกาย โดยใช้น้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วย ส่วนสูงที่เป็นเมตร 2 ครั้ง เช่นผู้มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ส่วนสูง 170 ซม. ก็ใช้น้ำหนักซึ่งก็คือ 70 หารด้วยส่วนสูงที่เป็นเมตรซึ่งก็คือ 1.7 เมตร 2 ครั้ง โดยผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ 20.76 กิโลกรัมต่อ ตร.ม. หากดัชนีมวลกายมีค่าตั้งแต่ 23-24.9 ถือว่าน้ำหนักเกิน แต่หากดัชนีมวลกายมีค่าตั้งแต่ 25 ขึ้นไปถือว่าอ้วน

          นอกจากนี้การวัดว่าอ้วนลงพุงหรือไม่นั้นก็สามารถทำได้โดยการวัดรอบพุงบริเวณตำแหน่งขอบบนของกระดูกสะโพก ซึ่งก็ตรงกับตำแหน่งที่เราท้าวสะเอว โดยวัดในขณะที่หายใจออก หากรรอบพุงตั้งแต่ 80 ซม.ขึ้นไปในผู้หญิง หรือตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไปในผู้ชาย ก็ถือว่าอ้วนลงพุง

แล้ววันนี้ท่านตรวจร่างกายท่านเองแล้วหรือยัง ว่าท่านมีรูปร่างผิดปกติหรือไม่?

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พุงโตแบบแอปเปิ้ลอันตราย

 เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์

lภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

พุงโตแบบแอปเปิ้ลอันตราย thaihealth
แฟ้มภาพ
ศูนย์แพทย์หัวใจที่เมืองซอลต์เลก ซิตี ของอเมริกา ได้ประกาศชัดแจ้งว่า การระวังรักษาสุขภาพหัวใจ ไม่ต้องไปคอยพะวงกับการคิดคำนวณดัชนีมวลกาย หากแต่ให้ระวังขนาดโตของพุงจะดีกว่า คอยดูว่าพุงมีลักษณะอ้วน เหมือนกับลูกแพร์ น้ำหนักส่วนใหญ่ไปอยู่ที่สะโพก ยังดีกว่าที่ไปพอกจนกลมเหมือนกับลูกแอปเปิ้ล เพราะน้ำหนักไปอยู่ที่ท้อง
ผู้ที่เป็นเบาหวานทั้ง 2 ชนิด ถูกเตือนให้ระวังพุงโตแบบลูกแอปเปิ้ล อาจเป็นโรคหัวใจร้ายแรง แม้จะยังไม่มีอาการใดๆ ทั้งนี้เพราะพุงโตแบบนั้น ส่อให้เห็นถึงความผิดปกติในไฟธาตุ ซึ่งเป็นเหตุให้ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือดสูงและไขมันด้วย รวมทั้งโรคของหลอดเลือดหัวใจและหัวใจวาย โรคมาจากไฟธาตุเหล่านี้ มักจะเป็นเพราะมีไขมันไปพอกแถวรอบๆ ท้องมากเกินไป
แพทย์ผู้ชำนาญ กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า ผู้ที่พุงโตลักษณะลูกแอปเปิ้ลอาจจะก่อให้เกิดโรคหัวใจ เหตุนั้นถ้าหากสามารถลดขนาดโตของพุงลงไปได้ ก็เท่ากับลดอันตรายของตัวเองนั่นเอง
ลิ้ง

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กินถูกหลัก ช่วย ”ตับ” แข็งแรง


กินถูกหลัก ช่วย ”ตับ” แข็งแรง

ที่มา : รศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงษ์  ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
กินถูกหลัก ช่วย ”ตับ” แข็งแรง thaihealth
แฟ้มภาพ
ตับ เป็นอวัยวะสำคัญ และใหญ่ที่สุดของร่างกายที่มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ทั้งทำลายสารพิษต่างๆ ที่เข้าไป หรือสร้างขึ้นภายในร่างกาย ทำลายหรือทำให้ยาต่าง ๆ ออกฤทธิ์ดีขึ้น สร้างน้ำดี สารที่ทำให้เลือดแข็งตัว และฮอร์โมนหลายชนิด รวมทั้งมีบทบาทสำคัญต่อภูมิต้านทานของร่างกาย ควบคุมการเผาผลาญและสร้างสารอาหารหลาย ๆ ชนิด เช่น สร้างน้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโนและโปรตีน ไขมันทั้งไตรกลีเซอไรด์และโคเลสเตอรอล ทำให้วิตามินทำงานได้ดีขึ้น และเป็นแหล่งสะสมวิตามินหลายชนิด
ตับจึงเปรียบเสมือนแผนกพลาธิการของร่างกาย เพราะควบคุมการใช้สารอาหารส่วนใหญ่ ดังนั้นเมื่อตับทำงานไม่ปกติ จึงทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้มาก และอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ การถนอมรักษาตับจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าป่วยแล้วล่ะ กินถูกหลักจะช่วยได้หรือไม่ อย่างไร
การกินอาหารถูกหลักในคนที่ป่วยเป็นโรคตับจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับโรคและระยะของโรค เช่น
- ตับอักเสบจากสุรา ถ้าขาดอาหารจะมีอัตราตายสูงกว่าคนที่ไม่ขาด และถ้าได้รับสารอาหารครบถ้วนในปริมาณเพียงพอ จะช่วยการฟื้นตัวของตับให้ดีขึ้นได้
- ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ ถ้าได้รับอาหารครบถ้วนในปริมาณเพียงพอ จะช่วยการฟื้นตัวของตับให้ดีขึ้นได้
- ไขมันแทรกในตับ ในขณะนี้ การลดอาหารและลดน้ำหนักเป็นวิธีเดียวที่ได้ผลในการลดปริมาณไขมันที่แทรกในเซลล์ตับ และลดความเสี่ยงของการเกิดตับแข็งตามมา
- ตับแข็ง มีการดัดแปลงสารอาหารบางอย่างที่จะลดอาการของคนที่ป่วยได้ เช่น ถ้าบวมหรือมีน้ำในท้อง ต้องลดเกลือโซเดียมและอาหารเค็ม ถ้ามีอาการหมดสติหรือซึมจากตับวาย การปรับปริมาณและประเภทของโปรตีน จะช่วยลดอาการของผู้ป่วยได้
- มะเร็งตับ ถึงแม้ว่าอาหารจะไม่แก้ไขโรคมะเร็ง แต่การกินอาหารให้ถูกหลักจะช่วยเตรียมสภาพร่างกายของผู้ป่วยให้พร้อมรับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือการให้ยาอื่น ๆ
กินถูกหลัก ช่วย ”ตับ” แข็งแรง thaihealth
กินถูกหลัก ช่วยสร้างเสริมตับได้จริงนะ
ในภาวะปกติ :ไม่จำเป็นต้องเลือกกินอาหารแบบใดเป็นพิเศษเพื่อบำรุงตับ เพียงแค่กินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลเสียต่อตับ ตามที่ได้กล่าวถึงไว้แล้วเท่านั้น
ในกรณีที่มีตับอักเสบ :หรือผู้ป่วยตับแข็งระยะต้น ๆ ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเพียงพอ เพื่อช่วยการซ่อมแซมตับและทำให้การฟื้นตัวดีขึ้น ป้องกันภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องงดไขมัน
ยกเว้น มีอาการท้องอืดหลังกินอาหารมัน ๆ และไม่ต้องกินคาร์โบไฮเดรตเพิ่ม ในขณะที่มีตับอักเสบตามความเชื่อสมัยก่อน เพราะทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นมากได้ 
ในระยะที่มีตับอักเสบ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยกินวิตามินเสริม เพื่อช่วยในการซ่อมแซมตับ แต่ไม่ควรซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกินเองในช่วงนี้ เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อการทำงานของตับได้
ถนอมตับไว้ไม่ให้สึกหรอก่อนวัย วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันโรคที่ป้องกันได้ เช่น
- ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ
- ระวังการกินยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจมีผลข้างเคียงต่อตับ
- งดหรือลดการดื่มสุรา
- งดกินปลาดิบ เพื่อป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ
- ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารซึ่งจะมี”อฟลาทอกซิน”ปนเปื้อน
สำหรับการกินอาหารเพื่อถนอมรักษาตับ ประเด็นที่สำคัญ คือ ป้องกันโรคอ้วนและหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีคาร์โบโฮเดรตสูงต่อเนื่องในปริมาณมาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุกระตุ้นให้มีไขมันแทรกในตับได้มากขึ้น
ฝากไว้อีกนิด ”ตับ” เป็นอวัยวะที่สำคัญมากในการดำรงชีวิต และมีเพียงชั้นเดียว การถนอมรักษาตับเพื่อป้องกันตับแข็งและมะเร็งตับ จึงมีความสำคัญมาก และควรป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดโรคจะดีกว่ารอให้เกิดปัญหาแล้วจึงมาดูแลค่ะ