วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

แพทย์แนะวิธีสังเกต`น้ำส้มคั้นแท้`

ที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์
แพทย์แนะวิธีสังเกต\'น้ำส้มคั้นแท้\'  thaihealth
แฟ้มภาพ
แพทย์แนะวิธีสังเกตน้ำส้มคั้นแท้ เมื่อคั้นทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำจะแยกตัวเป็นชั้น ต้องมีเนื้อส้ม กลิ่นเปลือกส้ม กรมวิทย์ฯ เร่งตรวจสอบ หากพบเชื้อโรค เอาผิดเพิ่มข้อหาโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี
กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มวกเหล็ก เข้าจับกุมคู่ผัวเมียชาวเวียดนามสุดแสบ ลักลอบผสมน้ำส้มคั้นปลอมหลอกขายขวดละ 20 บาท ซึ่งทั้งคู่รับสารภาพว่าเป็นคนต่างด้าวจริง เข้ามาอยู่ประเทศไทยนานแล้ว และพาสปอร์ตหมดอายุอีกด้วย และขณะนี้รอผลตรวจจากกรมวิทย์ฯ ซึ่งอาจารย์จากจุฬาฯ ออกมาแนะซื้อที่คั้นสดๆ เห็นกากส้มปนอยู่ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วนั้น
ล่าสุด วันที่ 13 พ.ค. นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว พบชาวเวียดนามเป็นผู้ดำเนินการ 4 คน แบ่งเป็นแห่งละ 2 คน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาจำหน่ายอาหารปิดสนิทโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท พร้อมกันนี้ยังได้นำส่งตัวอย่างน้ำส้มของกลางให้กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบหาการปนเปื้อนของสารอื่นๆด้วย ซึ่งหากมีสิ่งที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่กฎหมายห้ามใช้ จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป
เช่นเดียวกับ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในกรณีนี้จะเห็นว่ามีความผิดหลายอย่าง ซึ่งอย. สามารถดำเนินการเอาผิดได้เลย คือ 1. สถานผลิตไม่ได้รับอนุญาต 2.ลักษณะการผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ โทษทั้งจำทั้งปรับ 3.มีการใช้ส่วนประกอบอื่นทำเทียมน้ำส้มคั้น โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับ 5,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 4.หากตรวจพบว่าในน้ำส้มมีเชื้อโรค โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่จะกล่าวโทษได้คือต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์ออกมาก่อน เบื้องต้นอยากให้ประชาชนยึดหลักการซื้ออาหาร เครื่องดื่มจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ รู้จักกันดีกับคนขาย ก็จะทำให้สามารถมั่นใจได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่ รศ.ดร.พรรัตน์ สินชัยพานิช หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในการเลือกซื้อน้ำส้มคั้นสดให้ได้ของจริงต้องเลือกร้านที่มีการคั้นสดๆ แต่บางครั้งพบว่าแม่ค้า พ่อค้าเพียงแค่คั้นผลน้ำส้มโชว์เท่านั้น แต่ตอนบรรจุใส่ขวดจะนำน้ำส้มที่มีการปรุงรสรอไว้ในภาชนะแล้วมาให้ลูกค้าแทน จึงต้องสังเกตให้ดีน้ำส้มคั้นแท้ต้องมีเนื้อส้มและกลิ่นของผิวเปลือกส้ม นอกจากนี้วิธีการสังเกตน้ำส้มคั้นแท้ เมื่อคั้นทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งน้ำจะแยกตัวเป็นชั้น

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เตือนระวัง กินทุเรียนในหน้าร้อน

ที่มา : MGR Online  
เตือนกินทุเรียนหน้าร้อนต้องระวัง thaihealth
แฟ้มภาพ
 
นักโภชนาการเตือนหน้าร้อนระวังการกินทุเรียน ชี้ให้พลังงาน น้ำตาล น้ำมันสูงปรี๊ด
นางกุลพร สุขุมาลตระกูล นักวิชาการโภชนาการชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แม้ทุเรียนจะมีสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร แต่ก็มีพวกกำมะถัน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้เมื่อกินทุเรียนร่างกาย จึงได้รับพลังงานสูง ช่วงอากาศร้อนเช่นนี้ การรับประทานทุเรียนจึงเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง ปัจจุบันมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ มีทุเรียนเป็นจุดขาย
ดังนั้น การกินทุเรียนให้มีสุขภาพดี จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่จะดูแลตนเองด้วย โดยเริ่มที่หากกินทุเรียนครึ่งเม็ดกลาง ร่างกายจะได้รับพลังงานประมาณ 200 กิโลแคลอรี เทียบกับกินข้าวยำปักษ์ใต้ 1 จาน หรือเท่ากับกินก๋วยเตี๋ยวปลาเส้นเล็กน้ำ 1 ชาม หรือเท่ากับข้าวราดแกงส้มผักรวม 1 จาน
นางกุลพร กล่าวว่า กรมอนามัยแนะนำให้ผู้ชายวัยทำงาน ไม่ควรกินน้ำตาลและน้ำมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้หญิงวัยทำงานไม่ควรกินน้ำตาล และน้ำมันเกินวันละ 4 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม หากกินทุเรียนหนึ่งเม็ดกลาง ก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาล 4 ช้อนชา และได้รับน้ำมันถึง 3 ช้อนชาแล้ว จึงไม่เหมาะสมที่ผู้บริโภคจะกินอาหารรสหวาน
สิ่งที่ควรทำ คือ เลือกอาหารที่ใช้วิธีการปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน กะทิ และไม่หวาน ควรลดอาหารกลุ่มข้าว แป้งลง และควรเดินเล่นประมาณ 30 นาที ส่วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้องกินให้น้อยที่สุด ส่วนผู้ป่วยโรคไตต้องห้ามกินเด็ดขาด เพราะทุเรียนจะมีโพแทสเซียมสูง ส่งผลให้ทวีความรุนแรงของไตได้

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

“อ้วนลงพุง” ไม่ใช่สิ่งดี

หลายคนอาจมองว่าเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น การมีรูปร่างท้วมหรือมีพุงซักนิด จะทำให้บุคลิกดีขึ้น ดูภูมิฐานมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือมาดอาเสี่ยนั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วอ้วนลงพุงนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่กลับเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเป็นอันตรายต่อผู้ไว้พุงเป็นอย่างยิ่ง

          คนที่อ้วนลงพุงนั้นเกิดจากการไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก ยิ่งคุณอ้วนเท่าไรแสดงว่าไขมันยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น โดยไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่กระแสเลือด มีผลยับยั้งการออกฤทธิ์ของอินซูลินในร่างกาย ทำให้การเผาผลาญสารอาหารของร่างกายผิดปกติ เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรังที่ร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคมะเร็ง

          อ้วนลงพุงนั้นมองผิวเผินอาจฟังดูไม่น่ากลัวใครๆ ก็เป็น แต่ในความเป็นจริงรอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า ซึ่งโรคเบาหวานนั้นถือว่าอันตรายกว่าโรคเอดส์เสียอีก เพราะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 3.2 ล้านคนต่อปี ขณะที่เชื้อเอชไอวีฆ่าคนไปปีละประมาณ 3 ล้านคน เท่านั้นยังไม่พอการที่อ้วนหรือลงพุงยังทยอยตามมาด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะกล่าวว่า พุงยิ่งใหญ่เท่าไร ยิ่งตายเร็วเท่านั้น

          จากการสำรวจสภาวะสุขภาพของคนไทยพบว่า ตั้งแต่ปี 2534 มีประชากรน้ำหนักเกินอยู่ราวๆ 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในปี 2540 ขยับเพิ่มเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2543 ตัวเลขขึ้นมาถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และล่าสุด 34.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2547 และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหากไม่มีการแก้ไข คนไทยเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศคงมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อัมพฤต อัมพาต โรคมะเร็ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

          การจะรู้ว่าตัวเองอ้วนหรืออ้วนลงพุงนั้นทำได้ไม่อยาก สามารถวัดได้เอง ซึ่งการวัดว่าอ้วนหรือไม่นั้นทำได้โดยการวัดดัชนีมวลกาย โดยใช้น้ำหนักที่มีหน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วย ส่วนสูงที่เป็นเมตร 2 ครั้ง เช่นผู้มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ส่วนสูง 170 ซม. ก็ใช้น้ำหนักซึ่งก็คือ 70 หารด้วยส่วนสูงที่เป็นเมตรซึ่งก็คือ 1.7 เมตร 2 ครั้ง โดยผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ 20.76 กิโลกรัมต่อ ตร.ม. หากดัชนีมวลกายมีค่าตั้งแต่ 23-24.9 ถือว่าน้ำหนักเกิน แต่หากดัชนีมวลกายมีค่าตั้งแต่ 25 ขึ้นไปถือว่าอ้วน

          นอกจากนี้การวัดว่าอ้วนลงพุงหรือไม่นั้นก็สามารถทำได้โดยการวัดรอบพุงบริเวณตำแหน่งขอบบนของกระดูกสะโพก ซึ่งก็ตรงกับตำแหน่งที่เราท้าวสะเอว โดยวัดในขณะที่หายใจออก หากรรอบพุงตั้งแต่ 80 ซม.ขึ้นไปในผู้หญิง หรือตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไปในผู้ชาย ก็ถือว่าอ้วนลงพุง

แล้ววันนี้ท่านตรวจร่างกายท่านเองแล้วหรือยัง ว่าท่านมีรูปร่างผิดปกติหรือไม่?

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

พุงโตแบบแอปเปิ้ลอันตราย

 เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์

lภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

พุงโตแบบแอปเปิ้ลอันตราย thaihealth
แฟ้มภาพ
ศูนย์แพทย์หัวใจที่เมืองซอลต์เลก ซิตี ของอเมริกา ได้ประกาศชัดแจ้งว่า การระวังรักษาสุขภาพหัวใจ ไม่ต้องไปคอยพะวงกับการคิดคำนวณดัชนีมวลกาย หากแต่ให้ระวังขนาดโตของพุงจะดีกว่า คอยดูว่าพุงมีลักษณะอ้วน เหมือนกับลูกแพร์ น้ำหนักส่วนใหญ่ไปอยู่ที่สะโพก ยังดีกว่าที่ไปพอกจนกลมเหมือนกับลูกแอปเปิ้ล เพราะน้ำหนักไปอยู่ที่ท้อง
ผู้ที่เป็นเบาหวานทั้ง 2 ชนิด ถูกเตือนให้ระวังพุงโตแบบลูกแอปเปิ้ล อาจเป็นโรคหัวใจร้ายแรง แม้จะยังไม่มีอาการใดๆ ทั้งนี้เพราะพุงโตแบบนั้น ส่อให้เห็นถึงความผิดปกติในไฟธาตุ ซึ่งเป็นเหตุให้ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือดสูงและไขมันด้วย รวมทั้งโรคของหลอดเลือดหัวใจและหัวใจวาย โรคมาจากไฟธาตุเหล่านี้ มักจะเป็นเพราะมีไขมันไปพอกแถวรอบๆ ท้องมากเกินไป
แพทย์ผู้ชำนาญ กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า ผู้ที่พุงโตลักษณะลูกแอปเปิ้ลอาจจะก่อให้เกิดโรคหัวใจ เหตุนั้นถ้าหากสามารถลดขนาดโตของพุงลงไปได้ ก็เท่ากับลดอันตรายของตัวเองนั่นเอง
ลิ้ง