วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5 ผลไม้ที่ช่วยขับล้างของเสีย

ที่มา : 40plus.posttoday
สำหรับผลไม้บางชนิดนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆ แฝงอยู่มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ดีกับร่างกายและสุขภาพของเรามาก อาหารมีทั้งคุณและโทษ การรับประทานอาหารไม่สมดุลกับควาต้องการของร่างกาย รับประทานไม่ถูกวิธี หรือ อาหารที่รับประทานปนเปื้อนสารพิษ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แพ้อาหาร

5 ผลไม้ที่ช่วยขับล้างของเสีย  thaihealth

ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น สารพิษสะสมยังเป็นตัวการให้เกิดโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง ทางที่ดีควรหันมาใส่ใจดูแลอาหารการกินในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า การกินผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยล้างพิษ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพ ไปดูกันเลยว่า 5 ผลไม้นั้นมีอะไรกันบ้าง ที่ช่วยขับล้างพิษของเสียในร่างกายและยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารของคุณดีขึ้นอีกด้วย
1. แอปเปิ้ล ผลไม้ที่ดีทีสุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเพคตินในแอปเปิ้ลจะช่วยกำจัดสารพิษและป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้บูดเน่า นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งเปรียบเหมือนไม้กวาดช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทำให้ตับและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
2. สับปะรด มีเอนไซม์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหาร ทำให้ของเสียเป็นโปรตีนแตกตัวเร็วขึ้น สับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร และช่วยในการทำงานของต่อมไร้ท่อ
3. องุ่น ผลไม้ลูกเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นสารฟอกล้างให้ผิวหนัง ตับ ไต และลำไส้ นอกจากนี้องุ่นยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และพลังงานจึงช่วยบำรุงเลือด ช่วยซ่อมแซมและสร้างเซลล์ในร่างกาย
4. แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เท่ากับช่วยฟอกล้างร่างกาย อีกทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิต เปลือกของแตงโมอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ และที่เมล็ดยังมีวิตามินมากมาย น้ำคั้นจากเปลือกและเมล็ดแตงโม จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
5. มะละกอ เอนไซม์ปาเปนในกล้ามเนื้อมะละกอมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินกระเพาะอาหาร ดังนั้น มะละกอจึงช่วยให้โปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับสับปะรด อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร การรับประทานมะละกอเป็นประจำยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แค่ 9 วิธีคุณก็เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขได้

แค่ 9 วิธี คุณก็เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขได้ thaihealth
แฟ้มภาพ
ผู้สูงอายุ เป็นวัยที่นอกจากต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินแล้ว เรื่องของสุขภาพจิตก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะวัยนี้เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตหลายอย่าง อารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุอาจเปราะบางเป็นพิเศษ และอาจส่งผลให้สุขภาพจิตย่ำแย่ ซึ่งก็จะพานส่งผลกระทบต่อร่างกาย ไม่ว่าจะมีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหารหรืออ่อนแรง และก่อนที่จะไปรู้จักวิธีสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุข เรามาเรียมรู้ธรรมชาติและความเป็นไปของผู้สูงอายุเพื่อเตรียมความพร้อมกันก่อนค่ะ
ธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ
1.อารมณ์เหงาและว้าเหว่ เพราะคนวัยนี้มีเวลาว่างจากอาชีพการงาน บ้างพลัดพรากจากผู้ที่ใกล้ชิดและเป็นที่รัก นอกจากนี้ยังมีสภาวะทางกายเสื่อม อาทิ สายตาไม่ดี หูไม่ดี การทำกิจกรรมจึงมีข้อจำกัด โดยอารมณ์เหงาในผู้สูงอายุมักมีอารมณ์อื่นๆ ร่วมด้วย และก่อให้เกิดผลกระทบทางไปหลายอย่าง เช่น ซึมเศร้า เบื่ออาหาร หรือเกิดโรคภัยไข้เจ็บ
2.อารมณ์เศร้าจากการพลัดพราก เช่น การสูญเสียคนที่รัก ก็มักจะมีอารมณ์ทางลบต่างๆ ทั้งว้าเหว่ เลื่อนลอยหลงๆ ลืมๆ ซึ่งหากผู้ที่จากไปมีความคิดผูกพันกันอย่างมากแล้ว เขาก็อาจจะตามไปในเวลาไม่ช้า ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
3.อารมณ์โกรธ เมื่อยามที่มีความขัดแย้งกับลูกหลานไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น
4.ขี้น้อยใจ เพราะคิดว่าตนเองไร้ค่าและลูกหลานไม่สนใจ
5.การย้อนคิดถึงความหลัง เช่น นั่งคิดอะไรคนเดียวเงียบๆ บอกเล่าให้เพื่อนฟังหรือมักเดินทางไปยังสถานที่คุ้นเคย เพราะการย้อนอดีตเพื่อดูว่าชีวิตที่ผ่านมาสมหวังหรือไม่ และหากย้อนไปแล้วรู้สึกไม่พึงพอใจก็อาจเกิดความรู้สึกคับแค้น แต่หากผู้สูงอายุย้อนคิดถึงอดีตแล้วเกิดความพอใจ และเพื่อปรับตนให้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงในชีวิตท่านผู้นั้นก็จะสามารถมีความสุขตามวัยได้
6.วิตกกังวล เป็นความรู้สึกกลัวว่าต้องพึ่งลูกหลาน ขาดความมั่นใจ ขาดความสามารถ กลัวภัย หรือกลัวการไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล เป็นเหตุทำให้อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง เบื่ออาหาร หายใจไม่ออกหรือเป็นลมง่าย
7.กลัวถูกทอดทิ้ง เนื่องจากช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง
8.หงุดหงิด เนื่องจากทำอะไรด้วยตนเองได้น้อยลง ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจ จึงกลายเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น แสนงอน
แค่ 9 วิธี คุณก็เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขได้ thaihealth
แต่สิ่งเหล่านั้นสามารถป้องกันได้ถ้าผู้สูงอายุเรียนรู้และรู้จักการปรับตัวยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและในวันนี้เราจะมี 9 วิธีคุณก็เป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขได้มาบอกเล่าให้กับทุกคนฟังกันค่ะ
1.ผู้สูงอายุควรรู้จักโอนอ่อนผ่อนตามความเห็นของลูกหลาน คิดเรื่องต่างๆ ด้วยความยืดหยุ่นว่าทำอะไรจึงจะอยู่ร่วมกับครอบครัวและคนอื่นได้อย่างดีที่สุด และเกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด
2.ผู้สูงอายุทำใจตระหนักได้ว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา
3.ผู้สูงอายุควรมองชีวิตตนเองในทางที่ดี ภาคภูมิใจที่สามารถเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้อ่อนวัย
4.เมื่อมีความกังวลต่างๆ เช่น เป็นห่วงลูกหลานจะลำบาก กังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของตน ควรศึกษาพูดคุยกับคุณใกล้ชิดก็ได้ระบายความรู้สึก เป็นต้น
5.พยายามหากิจกรรมฝึกงานอดิเรกที่ทำแล้วรู้สึกเพลิดเพลิน และมีคุณค่าทางจิตใจ เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
6.เข้าสังคมพบปะสังสรรค์กับผู้อื่น เพื่อพูดคุยกันปรับทุกข์
7.ยึดศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ เช่น สวดมนต์ เข้าวัด ทำบุญ ฝึกสมาธิ เป็นต้น
9.หมั่นทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ ไม่เครียด ไม่จู้จี้ หรือหงุดหงิดง่าย
ไม่ใช่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่ต้องปรับตัว ผู้ดูแลผู้สูงอายุเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน และเมื่อทั้งสองฝ่ายปรับตัวเข้าหากันได้ก็จะส่งผลดีก็ให้เกิดความสบายใจผ่อนคลายและมีความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

ควันบุหรี่มือสาม

แม้ตัวเราจะไม่ได้สูบบุหรี่ แต่คงปฏิเสธได้ไม่เต็มปากว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากผู้ที่สูบบุหรี่ เพราะจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ปี พ.ศ. 2558 พบว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ทางอ้อมประมาณ 600,000 คน ซึ่งอันตรายส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบุหรี่มือสาม 
แน่นอนว่าว่า ‘บุหรี่มือหนึ่ง’ คือควันที่ผู้สูบบุหรี่ดูดเข้าไปในร่างกาย ส่วน ‘บุหรี่มือสอง’ ก็คือควันที่ผู้สูบคนนั้นพ่นลมหายใจออกมา รวมถึงควันที่เกิดจากการเผาไหม้บุหรี่ด้วยเช่นกัน  แต่หากพูดถึง ‘บุหรี่มือสาม’ คนส่วนใหญ่อาจยังไม่คุ้นชินและไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรกันแน่ แต่แท้จริงแล้ว บุหรี่มือสาม คือ สารพิษจากควันบุหรี่ที่ตกค้างตามเส้นผม ผิวหนัง เสื้อผ้า ตุ๊กตา พรม โซฟา ผ้าม่าน ที่นอน หรือช่องแอร์ เป็นต้น หรือจะพูดให้เข้าใจได้ง่าย ควันบุหรี่มือสามคือสถานที่ที่มีคนมาสูบบุหรี่และทิ้งร่องรอยของสารพิษตกค้าง อนุภาคละอองไอสารเคมีที่เป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งไว้ให้เรา แม้ควันเหล่านั้นจะจางหายไปในอากาศแล้วก็ตาม
บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth
รู้หรือไม่...อันตรายไม่คาดคิดจากควันบุหรี่?
1. แม้การสูบบุหรี่ 1 มวน จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่สารพิษจากควันบุหรี่จะยังคงตกค้างอบอวนอยู่ในบ้านของคุณอย่างน้อย 6 เดือน แน่นอนว่าเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอย่างเด็กและสตรีมีครรภ์
2. แม้ว่าคุณจะสูบบุหรี่มาหลายสิบชั่วโมงก่อนที่จะเข้าบ้านมาสัมผัส อุ้ม เล่น หรือป้อนอาหารให้ลูกน้อยก็ตาม แต่นั่นอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง
3. หากคุณเป็นคนสูบบุหรี่แล้วลูกน้อยเข้ามาสัมผัสร่างกาย ลูกของคุณก็สามารถรับสารพิษได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางจมูก ผิวหนังก็ตาม หรือแม้กระทั่งลูกสัมผัสตัวคุณในบริเวณที่มีสารพิษสะสมแล้วเอามือมาขยี้ตา ลูกของคุณก็สามารถรับสารพิษผ่านเยื่อบุตาได้
4. สำหรับคุณแม่ที่สูบบุหรี่หรือได้รับการสูดดมเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย สารพิษเหล่านั้นสามารถส่งไปถึงลูกน้อยได้เมื่อยามที่คุณให้นม
5. เด็กและทารกจะสามารถรับฝุ่นที่มีควันบุหรี่มือสามเข้าไปในร่างกายได้เป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่ เพราะเด็กหายใจได้เร็วกว่าและสัมผัสใกล้กับพื้นผิวที่เป็นฝุ่นมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ
บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth
จะเห็นได้ว่าโทษของการสูบบุหรี่เกิดขึ้นได้กับทั้งตัวผู้สูบและผู้ที่ต้องอยู่อาศัย เดินผ่าน หรือสูดเอาอากาศในบริเวณที่เคยมีคนสูบบุหรี่ไว้นานแล้วเข้าไปในร่างกายที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด ที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ซึ่ง สสส. เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ร่วมมือกันทำงานเชิงรุกในการรณรงค์ให้คนในสังคมเห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ รวมถึงจัดกิจกรรมโครงการที่ช่วยลดจำนวนอัตราการสูบบุหรี่และนักสูบหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย โครงการเลิกสูบก็เจอสุข:ปฏิบัติการ ลดพื้นที่สูบ เพิ่มพื้นที่สุข รวมถึงส่งเสริมพื้นที่ปลอดควันบุหรี่ในพื้นที่หลังม่าน อย่างโครงการเรือนจำปลอดควันบุหรี่
บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth
และในวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี ถือเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงขอเป็นหนึ่งช่องทางเผยแพร่ความรู้จากพิษภัยของบุหรี่ ที่เพียงคุณจุด 1 มวน ก็สามารถส่งผลกระทบถึงคนอื่นได้อีกหลายๆ คน และทีมงานจึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านหันมาเลิกสูบบุหรี่ เพื่อผลดีต่อสุขภาพร่างกายของตัวเองและคนรอบข้างที่คุณรักนะคะ ทีมเว็บไซต์ สสส. ขอเป็นหนึ่งกำลังใจในการเลิกสูบบุหรี่ครั้งนี้ของทุกท่าน ขอให้ทุกครอบครัวทำได้สำเร็จในเร็ววันค่ะ
สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเลิกสูบบุหรี่ สามารถสมัครได้ที่ อสม. รพ.สต.ใกล้บ้าน อสส. กทม. และ รพ. ในสังกัดกทม. และ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ หรือ คลิกไปเปลี่ยนชีวิตคุณได้ที่  www.quitforking.com  หรือ ปรึกษาเลิกบุหรี่ โทรฟรี 1600 นะคะ

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อันตรายจากการนอนไม่หลับ

อันตรายจากการนอนไม่หลับ

อันตรายจากการนอนไม่หลับ thaihealth
แฟ้มภาพ
          คนเราเมื่อได้เวลานอน หัวถึงหมอน ภายใน 30 นาที เราจะเข้าสู่ภวังค์ของการนอนหลับ แต่ถ้าใครต้องใช้เวลากว่าจะหลับบนเตียงนอนมากกว่า 30 นาที ขึ้นไป บ่อยครั้ง ถี่ เกินกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ จะถือว่าผิดปกติ เข้าข่ายที่หมอจะวินิจฉัยได้ว่าเป็น โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia
          จากการรวบรวมสถิติโดย รศ.นพ.จักร กฤษณ์ สุขยิ่ง ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า คนไทยมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับถึง 1 ใน 3 โดยผู้สูงอายุจะมีปัญหานี้เพิ่มขึ้น ตามวัยที่มากขึ้น บางคนใช้เวลานานกว่าจะหลับ บางคนตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วไม่สามารถหลับต่ออีกได้ บางคนตื่นเช้าเกินไป ตื่นมาตั้งแต่ ตี 3 ตี 4 แล้วไม่กลับไปนอนต่อ
          คนที่นอนไม่หลับ แล้วหลับไม่พอเหล่านี้ ตื่นขึ้นมาจะไม่สดใส รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วง หมดเรี่ยวแรง ไม่มีพละกำลัง เวลาคิดอะไร มักจะคิดไม่ออก ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ฉุนเฉียว หาเรื่องทะเลาะกับคนรอบข้าง ทำงานผิดพลาดบ่อยๆ ตัดสินปัญหาเฉพาะหน้าไม่เหมาะสม สร้างปัญหาให้กับครอบครัว คนรอบข้าง และ ที่ทำงาน บางคนพอถึงเวลานอน ก็จะกังวลมาก กลัวว่าเข้านอน หัวถึงหมอนแล้วแต่ตาค้าง นอนไม่หลับ อิจฉาคนข้างเคียงว่าหลับสบาย แต่ตัวเองกลับไม่หลับ กลายเป็นโรควิตกจริต ไม่กล้าเข้านอนไปเลยก็มี
          ถ้าโชคดี มีปัญหานอนไม่หลับในระยะเวลาสั้นๆ คือน้อยกว่า 3 เดือน มักจะเกิดจากความตื่นเต้น ความเครียด เช่น เปลี่ยนงาน เครียดเตรียมตัวสอบ เป็นต้น เมื่อสถานการณ์ นั้นๆ ลดความตึงเครียดลง ก็มักจะกลับมานอนได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นมานาน ทางแพทย์ให้มากกว่า 3 เดือน ถือว่าเป็นโรคนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง อาจเกิดจากโรคทางกาย เช่น เป็นหวัดภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ข้ออักเสบ พาร์กินสัน ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดกระดูก ขา กระตุก ภาวะนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เป็นต้น และอาจเกิดจากโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ยิ่งทำให้โรคนอนไม่หลับรุนแรงมากขึ้นไปอีก
          นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ช่วงแรกๆ จะทำให้รู้สึกว่าหลับง่ายขึ้น แต่พอหลับไปกลางดึกสมองกลับตื่นตัวมากขึ้น อาจตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่หลับต่อ การดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน จะไปกระตุ้นสมองทำให้นอนไม่หลับเช่นเดียวกัน
          อีกอย่างคือการกินอาหารจนแน่นท้อง โดยเฉพาะมื้อเย็น หรือมื้อค่ำ ทำให้อึดอัด มีกรดไหลย้อน ยิ่งเป็นอาหารรสจัดด้วย จะทำให้รู้สึกแสบท้อง แล้วนอนไม่หลับ
          โดยทั่วไป ถ้าเรามีอาการเข้าข่ายของโรคนอนไม่หลับ ให้มองรอบๆ ตัวเอง แล้วคิดวิเคราะห์ก่อนว่าสาเหตุของโรคนอนไม่หลับของเรานั้นเกิดจากอะไร ให้แก้ที่สาเหตุที่เกี่ยวข้องก่อน พร้อมกันนี้ให้ปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดี ของการนอนหลับ (Sleep Hygiene) 5 ข้อ ที่สมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รวบรวมไว้ โดยดัดแปลงจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหลับในสหรัฐฯ ดังนี้
1. เข้านอน ตื่นเช้า ให้เป็นเวลา
2. ออกกำลังกายเป็นประจำ ห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
3. ห้องนอนควรมืด เงียบ อุณหภูมิพอเหมาะ และมีการถ่ายเทอากาศได้ดี
4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
5. ไม่ควรดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ หรือใช้อุปกรณ์สื่อสารในห้องนอน
เพียง 5 ข้อแค่นี้ ถ้าทำได้ ท่านจะนอนหลับได้สนิท เพื่อชีวิตเป็นสุขและเพื่อ..สุขภาพที่แข็งแรง